เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 : “ชัชชาติ” ลุยหาเสียงจตุจักร-บางซื่อ ชูนโยบายต่อยอด Next Learn ยกระดับศูนย์ฝึกอาชีพ กทม. ก่อนไปต่อบางโพ ไม่ประมาทเจออวยให้เป็นผู้ว่าฯ ต่อ ชวนคนใช้สิทธิ 28 มิ.ย.
วันที่ 10 มิถุนายน 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในนามอิสระ ลงพื้นที่หาเสียงในพื้นที่เขตจตุจักรและเขตบางซื่อ พร้อมนำเสนอนโยบายด้านการพัฒนาทักษะอาชีพและการเรียนรู้ตลอดชีวิต ผ่านการต่อยอดโครงการ Next Learn เพื่อยกระดับศูนย์ฝึกอาชีพของกรุงเทพมหานครให้เป็นพื้นที่สร้างโอกาสทางการศึกษา การพัฒนาทักษะใหม่ และการสร้างรายได้แก่ประชาชนทุกช่วงวัย รองรับการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานและภาวะเศรษฐกิจในอนาคต
นายชัชชาติ กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการมารับฟังความคิดเห็นและปัญหาของประชาชนเกี่ยวกับอนาคตทางเศรษฐกิจ โดยมองว่าปัจจุบันประชาชนจำนวนมากกำลังเผชิญความท้าทายด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีทักษะความรู้แบบดั้งเดิม ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานยุคใหม่ จึงจำเป็นต้องได้รับโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาทักษะเพิ่มเติม
ทั้งนี้ กรุงเทพมหานคร อาจไม่มีงบประมาณเพียงพอที่จะให้ความช่วยเหลือในลักษณะการแจกเงินแก่ประชาชนโดยตรง แต่สามารถสร้างโอกาสผ่านการพัฒนาองค์ความรู้ เพื่อให้ประชาชนสามารถนำความรู้ไปต่อยอดประกอบอาชีพ สร้างรายได้ และพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน
...
สำหรับโครงการ Next Learn ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญด้านการพัฒนาทุนมนุษย์ของกรุงเทพมหานคร จะเป็นแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ที่รวบรวมหลักสูตรต่างๆ มากกว่า 500-600 หลักสูตร ครอบคลุมทั้งด้านเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ภาษา และทักษะอาชีพสมัยใหม่ โดยตั้งเป้าหมายให้ประชาชนเข้ามาเรียนรู้รวมกันกว่า 1 ล้านชั่วโมง ขณะที่ปัจจุบันมีผู้เข้าเรียนสะสมแล้วหลายแสนชั่วโมง
นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาทักษะ Next Job และ Next Skill โดยในส่วนของ Next Job กรุงเทพมหานคร ได้ร่วมมือกับภาคเอกชน 13 แห่ง ในการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมที่เชื่อมโยงกับความต้องการของตลาดแรงงาน ผู้ที่ผ่านการอบรมจะมีโอกาสได้รับการพิจารณาเข้าทำงานต่อกับสถานประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ ช่วยเพิ่มโอกาสการจ้างงานให้กับประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม
ส่วนการพัฒนาทักษะวิชาชีพ กรุงเทพมหานครมีโรงเรียนฝึกอาชีพจำนวน 10 แห่ง และศูนย์ฝึกอาชีพอีก 11 แห่ง กระจายอยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ เปิดสอนหลักสูตรมากกว่า 400 หลักสูตร โดยส่วนใหญ่ไม่เสียค่าใช้จ่าย หรือมีค่าใช้จ่ายในอัตราต่ำเพื่อเป็นค่าวัสดุอุปกรณ์การเรียนเท่านั้น เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงการพัฒนาทักษะอาชีพได้อย่างทั่วถึง
นายชัชชาติ ระบุด้วยว่า ปัจจุบันหลักสูตรที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ได้แก่ หลักสูตรด้านความงาม เช่น การทำเล็บ การทำผม ตลอดจนหลักสูตรด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี ซึ่งเป็นทักษะที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนรุ่นใหม่และตลาดแรงงานในยุคดิจิทัล โดยในอนาคตจะผลักดันให้การพัฒนาหลักสูตรเหล่านี้มีความเข้มข้นและหลากหลายมากยิ่งขึ้น
ทางด้าน นายศานนท์ หวังสร้างบุญ อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ปัจจุบันกรุงเทพมหานครมีโรงเรียนฝึกอาชีพ 10 แห่ง และศูนย์ฝึกอาชีพอีก 11 แห่ง โดยในระยะ 4 ปีข้างหน้า มีเป้าหมายพัฒนาหลักสูตรใหม่เพิ่มเติมอีกกว่า 300 หลักสูตร เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกและความต้องการของตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังมีแผนขยายพื้นที่ให้บริการด้านการฝึกอาชีพให้ครอบคลุมทั้ง 50 เขตของกรุงเทพมหานคร จากปัจจุบันที่มีศูนย์และโรงเรียนฝึกอาชีพรวม 21 แห่ง เพื่อให้ประชาชนในทุกพื้นที่สามารถเข้าถึงโอกาสในการพัฒนาทักษะอาชีพได้อย่างเท่าเทียม
ขณะที่ นายชัชชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้กรุงเทพมหานครจะได้ปรับปรุงศูนย์ฝึกอาชีพบางแห่งไปแล้ว แต่ยังมีอีกหลายแห่งที่ประสบปัญหาด้านพื้นที่และสิ่งอำนวยความสะดวก จากการลงพื้นที่ก็มีเสียงสะท้อนของประชาชน โดยเฉพาะห้องเรียนที่ยังไม่เพียงพอรองรับความต้องการของประชาชน บางแห่งมีพื้นที่จำกัดและมีผู้เรียนจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องเร่งขยายพื้นที่และพัฒนาสภาพแวดล้อมในการเรียนรู้ให้มีคุณภาพมากขึ้น
พร้อมย้ำว่า การสร้างทักษะใหม่ให้กับประชาชนถือเป็นการมอบเครื่องมือในการทำมาหากินที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในอนาคตที่สถานการณ์เศรษฐกิจอาจมีความท้าทายมากขึ้น กรุงเทพมหานครจึงต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่กันทั้งสองระดับ คือ เศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน การจ้างงาน และการดึงดูดนักลงทุน รวมถึงเศรษฐกิจฐานรากของผู้ประกอบการรายย่อยและธุรกิจขนาดเล็ก ซึ่งมีอยู่มากกว่า 500,000 รายทั่วกรุงเทพมหานคร อีกทั้งมองว่า การพัฒนาเศรษฐกิจระดับบนและเศรษฐกิจระดับล่างต้องดำเนินควบคู่กัน เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับเมืองในระยะยาว โดยการส่งเสริมองค์ความรู้และการพัฒนาทักษะอาชีพจะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างเศรษฐกิจเมืองที่เติบโตอย่างทั่วถึงทำให้เมืองมีคุณภาพมากขึ้น
ไม่ประมาทเจออวยให้เป็นผู้ว่าฯ กทม. ต่อ ชวนคนใช้สิทธิ 28 มิ.ย.
ต่อมา นายชัชชาติ เดินหาเสียงซอยประชานฤมิตร (ถนนสายไม้ บางโพ) โดยนำเสนอนโยบาย Street Economy และยกระดับย่านด้วยอัตลักษณ์ท้องถิ่น สร้างเมืองที่น่าภาคภูมิใจและเศรษฐกิจชุมชนที่เข้มแข็ง มีประชาชนให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นและโผกอด ขอถ่ายรูปอย่างเป็นกันเอง รวมถึงได้พบปะรุ่นพี่รุ่นน้องวิศวะ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วย ในช่วงหนึ่งยังได้เจอกับ นายพิสิษฐ์ เลิศศรีปัญญา ผู้สมัคร สก.เขตบางซื่อ กลุ่มคนทำงาน ได้เดินหาเสียงสวนกัน มีการทักทายพร้อมให้กำลังใจกัน นายชัชชาติบอกว่าให้ตั้งใจหาเสียง ในอนาคตหากได้ร่วมงานกันก็จะยินดี ขณะที่นายพิสิษฐ์ ขอบคุณและขอชนหมัดกับนายชัชชาติ
ในช่วงหนึ่งมีประชาชนมาแจ้งปัญหาความเดือดร้อนเรื่องตกงาน แต่เข้ามาขายของในพื้นที่ไม่ได้และถูกทำร้าย อยากให้ นายชัชชาติ ดูเรื่องปัญหาอิทธิพลกับคนตัวเล็ก โดยนายชัชชาติ ขอให้ใจเย็นๆ ตนไม่มีอำนาจ แต่จะให้ทีมงานรับเรื่องนี้ไว้ เพื่อช่วยดูให้ รับปากจะนำปัญหาไปแก้ไข ช่วงหนึ่งมีประชาชนมาขอสัมภาษณ์ว่าจะทำให้บางโพดีขึ้นได้อย่างไร นายชัชชาติ ตอบว่า บางโพเป็นเมืองที่มีศักยภาพในการท่องเที่ยว เราต้องปรับการขนส่ง สร้างอัตลักษณ์ให้เหมาะสมกับการเป็นแหล่งท่องเที่ยว การทำของที่ระลึกเล็ก ๆ เพื่อให้เป็นอัตลักษณ์ของกรุงเทพฯ
นอกจากนี้ ยังมีประชาชนนำแผ่นพับหาเสียงมาขึ้นคล้ายป้ายหาเสียง เพราะในครั้งนี้นายชัชชาติไม่ขึ้นป้ายเป็นของตัวเอง อีกทั้งยังมีพวงกุญแจชัชชาติ และป้ายไม้ทองหมายเลข 9 มอบให้กับนายชัชชาติ ซึ่งเพิ่งทำเสร็จไม่นาน เมื่อรู้ว่าจะมาหาเสียงจึงรีบ โดยนายชัชชาติ กล่าวขอบคุณ ก่อนจะบอกว่า เมื่อวานที่บางรักก็ได้โมเดลชัชชาติ วันนี้ได้พวงกุญแจ พร้อมฝากว่าอย่าลืมไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 28 มิถุนายนนี้
เมื่อถามถึงภาพรวมการตอบรับของประชาชนเป็นอย่างดี นายชัชชาติ ตอบว่า ตนเองก็ยังไม่ไว้วางใจ ถึงแม้ประชาชนบอกว่าจะได้อยู่แล้ว แต่หากไม่ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 28 มิถุนายน คะแนนก็อาจจะหาย และตนเองอาจจะไม่ได้เป็นผู้ว่าฯ กทม. ก็ได้.