“เอกนิติ” เผย บ่ายพรุ่งนี้ (11 มิ.ย.) คกก.ประชารัฐสวัสดิการฯ เตรียมถกทบทวนเกณฑ์เดียว ลูกนำชื่อพ่อแม่ไปลดหย่อนภาษี ทำชวดสิทธิบัตรคนจน ย้ำ ต้องปรับการคัดกรองเพื่อช่วยคนที่เดือดร้อนจริงๆ ตกหล่น
เมื่อเวลา 14.50 น. วันที่ 10 มิถุนายน 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยที่ทำเนียบรัฐบาล ว่า บ่ายวันที่ 11 มิถุนายน ตนจะเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคมเพื่อพิจารณาบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะมุ่งเน้นทบทวนหลักเกณฑ์เพียงข้อเดียวเท่านั้น คือประเด็นเรื่องภาษีที่บุตรนำชื่อบิดามารดาไปใช้สิทธิ์ลดหย่อน โดยจะไม่มีการพิจารณาทบทวนเกณฑ์อื่นๆ อย่างเช่นเรื่องการถือครองที่ดินแต่อย่างใด
นายเอกนิติ กล่าวต่อไปว่า การทบทวนเกณฑ์ดังกล่าวเป็นไปตามที่นายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายลงมา หลังจากได้รับข้อกังวลและข้อร้องเรียนจากสังคมในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากมีกรณีที่บุตรนำสิทธิไปลดหย่อนภาษีตั้งแต่เดือนมีนาคม แต่ในความเป็นจริงอาจไม่ได้มอบเงินดูแลบิดามารดา ส่งผลให้ผู้เป็นพ่อแม่ที่เดือดร้อนจริงกลับต้องได้รับผลกระทบและเสียสิทธิในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
“สิทธิลดหย่อนตรงนี้ จริงๆ ก็ฟังจากข้อกังวลทางสังคม ก็เห็นใจคุณพ่อคุณแม่ที่บอกว่าลูกเอาไปลดหย่อนแล้วจะให้หรือไม่ให้อันนี้แน่นอนในฝั่งลูกก็เป็นสิทธิของลูก แต่ว่าในฝั่งของคุณพ่อคุณแม่ก็เห็นใจ และในวาระการพิจารณาจะทบทวนเกณฑ์เดียว ส่วนเกณฑ์ที่ดินนี่เป็นเกณฑ์เดิมแล้ว”
สำหรับเป้าหมายหลักของโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ให้เงินช่วยเหลือเดือนละ 300 บาทนั้น นายเอกนิติ ย้ำว่า รัฐบาลต้องการมุ่งเน้นช่วยเหลือกลุ่มคนที่เดือดร้อนที่สุดจริงๆ อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบฐานข้อมูลผู้ถือบัตรจำนวน 13.2 ล้านคน พบว่ายังมีกลุ่มคนที่ไม่เดือดร้อนจริงแฝงอยู่พอสมควร เช่น บางรายนั่งรถยนต์สภาพดีมาใช้สิทธิ ในขณะเดียวกันกลับมีประชาชนที่ยากลำบากจริงๆ อีกจำนวนมากที่ตกหล่นและไม่ได้รับสิทธิในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว กระทรวงการคลังจึงต้องปรับการคัดกรองให้มีความละเอียดมากยิ่งขึ้น โดยได้ประสานงานให้กระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่เพื่อค้นหากลุ่มคนที่เดือดร้อนจริงๆ ที่หลุดจากระบบ 13.2 ล้านคน ให้สามารถเข้าถึงสวัสดิการได้
...
“บัตรสวัสดิการฯ เราทำส่วนใหญ่ 5 ปีทำที เราไม่ได้ทำทุกปี วันนี้ 13.2 ล้านคน คือลงทะเบียนครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2565 ก็ต้องมาทบทวนนะครับ เดี๋ยวนี้มันมีข้อมูลมากขึ้น”
ผู้สื่อข่าวถามต่อถึงกรณีที่มีผู้ประกอบการบางแห่ง เช่น สุกี้ตี๋น้อย มีการปิดสาขาเพื่อเตรียมเปิดใหม่ในช่วงหลังเดือนตุลาคม ระบุว่าได้รับผลกระทบในช่วง 4 เดือนนี้ จากการมีโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 นายเอกนิติ ระบุว่า ตนยังไม่ได้รับรายงานในเรื่องดังกล่าว จึงขอรับเรื่องไปตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมก่อน พร้อมย้ำเจตนารมณ์หลักว่าโครงการนี้ต้องการช่วยเหลือคนที่เดือดร้อนจริงๆ ส่วนความคืบหน้าการใช้เงินในเฟสหลัง หรือวงเงินส่วนที่เหลืออีกจำนวน 200,000 ล้านบาท ว่าจะมีการจัดทำโครงการใดๆ เพิ่มเติมหรือไม่นั้น นายเอกนิติ ระบุสั้นๆ ว่า ขณะนี้แต่ละกระทรวงกำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการอยู่.