“ทวิดา กมลเวชช” แจงยิบขั้นตอน-อำนาจ “ผู้ว่าฯ - ก.ก.” พิจารณาโทษคดีทุจริตลู่วิ่ง กทม. ชี้ส่ง ป.ป.ช. ช่วยตรวจสอบ ปัจจุบันอยู่ในกระบวนการไต่สวน หากพบผิด บทลงโทษหนักกว่า


วันที่ 10 มิถุนายน 2569 นางสาวทวิดา กมลเวชช อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โพสต์ข้อความชี้แจงและตอบคำถามผ่านทางเฟซบุ๊กในประเด็นทุจริตซื้อเครื่องออกกำลังกายของกรุงเทพมหานคร ซึ่ง นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) กทม. พรรคประชาชน เกาะติดในเรื่องนี้และต้องการคำตอบที่ชัดเจน ว่า คณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร (ก.ก.) ไม่ใช่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้ว่าฯ กทม. ไม่ใช่ ก.ก. อันนี้คนเบี่ยงเบนประเด็นไม่เข้าใจการใช้อำนาจในระบบราชการ ส่วนทำไมผู้ว่าฯ ไม่ท้วงเอง นี่ถ้า ก.ก. ไม่ท้วงจะทำอย่างไร อันนี้คนถามเท่ากับยอมรับว่าคดียังไม่สิ้นสุด ส่งเรื่องไปสำหรับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แล้วอย่างไร ก.ก. พิจารณาโทษใหม่ได้หรือเปล่า โทษจะหนักกว่าเดิมไหม คนถามควรอ่านระเบียบปฏิบัติราชการ และลองทำงานคดีดูบ้าง 

นางสาวทวิดา ระบุต่อไปว่า ตอบไวๆ แบบภาษาพูด แต่เช็กภาษาโดยนักกฎหมายแล้ว ปลอดภัย ก.ก. มีองค์คณะ 18 คน ผู้ว่าฯ แค่คนเดียว แต่ผู้ว่าฯ เป็นประธาน ก.ก. โดยตำแหน่ง (มอบรองผู้ว่าฯ ได้) ผู้ว่าฯ ใช้สิทธิท้วงแล้ว 1 ครั้ง ไม่รับผลการสอบครั้งแรก เพื่อให้กรรมการสอบฯ ทำการสอบเพิ่มเติม แต่เมื่อกรรมการสอบฯ ยังคงยืนยันผลการสอบเดิมกลับมา ผู้ว่าฯ ต้องใช้กลไก อนุกรรมการ (อ.ก.ก.) วินัย และ ก.ก. ในการ “เห็นด้วยหรือเห็นต่าง” หากส่งกลับไปกรรมการสอบฯ แล้วไปชี้นำการสอบหรือสั่งให้เปลี่ยนโทษ ถือเป็นการก้าวล่วง ไม่ให้อิสระการสอบ (ต้องคิดในมิติคดีแบบอื่น ที่ข้าราชการและบุคลากรอาจถูกรังแกด้วย) หากผู้ว่าฯ ใช้อำนาจเกินขอบเขตอำนาจที่มี ไม่ทำตามระบบและระเบียบ สามารถถูกร้องไปที่ศาลปกครองเพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันแก่ผู้ที่ถูกกรรมการสอบฯ สอบสวนอยู่ได้ 

...

สำหรับ อ.ก.ก.วินัย 17 คน มีคนนอก 10 คน เช่นเดียวกับบอร์ด ก.ก. มี 18 คน คนนอก 10 คน การส่งให้ อ.ก.ก.วินัย และบอร์ด ก.ก. เท่ากับการให้ “องค์คณะกรรมการอื่น” ได้ทบทวนและให้ความเห็น มีข้อทักท้วง และมีมติ “เห็นตาม” หรือ “เห็นต่าง” ได้ (ในกรณีลู่วิ่ง อ.ก.ก.วินัย และ ก.ก. เห็นต่างจากกรรมการสอบฯ อย่างเอกฉันท์ จึงสั่งการสอบสวนใหม่เพิ่มเติมอีก) 

ส่วนประเด็นว่า ทำไมศูนย์ปฏิบัติการติดตามการต่อต้านทุจริตของกรุงเทพมหานคร (ศตท.กทม.) ที่มี ป.ป.ช. สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และ กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ปปป.) ร่วมเป็นกรรมการ และผู้ว่าฯ เป็นประธาน จึงส่งข้อมูลโครงการที่ถูกร้องเรียนและตั้งข้อสงสัยให้ ป.ป.ช. ทันที ก็เพราะต้องการดำเนินการคู่ขนาน ด้วย ป.ป.ช. มีขอบเขตอำนาจสูงกว่า ตรวจสอบเส้นทางการเงินและการฮั้วได้อย่างมีประสิทธิภาพ และบทลงโทษของ ป.ป.ช. หนักกว่า โดยเฉพาะต่อให้ไม่ผิดวินัย ก็มีฐานทุจริต 157 หรือละเมิด ที่สามารถไต่สวนได้ตามอำนาจ ซึ่งในคดีลู่วิ่งของ กทม. นี้ ป.ป.ช. อยู่ในกระบวนการไต่สวน (ข้อมูล 9 มิถุนายน 2569)

ในกรณีทำไมผู้ว่าฯ ไม่ขอเปลี่ยนกรรมการสอบฯ นางสาวทวิดา เผยว่า โดยระเบียบและกระบวนการคัดเลือกแต่งตั้งกรรมการสอบ ไม่สามารถทำได้ในเวลาเพียงไม่กี่วัน การตั้งกรรมการสอบฯ การติดตามสำนวนคดี การติดตามข้อเท็จจริง การต้องทำความเข้าใจการสอบแต่ละขั้นก่อนหน้า จะทำให้กระบวนการสอบยืดเยื้อออกไปอีกเท่ากับเวลาที่ใช้มาก่อนหน้า การส่งให้ อ.ก.ก.วินัย และ ก.ก. เท่ากับเป็นกรรมการชุดอื่น และมีกรรมการภายนอก ซึ่งเป็นกลไกที่มีศักดิ์และสิทธิ์ และความโปร่งใส

“หากผลการสอบสวนเพิ่มเติมใหม่ที่ อ.ก.ก.วินัย และ ก.ก. มีมติไป มีการวินิจฉัยและกำหนดฐานโทษใหม่ที่หนักขึ้น อ.ก.ก.วินัย และ ก.ก. สามารถเพิ่มโทษได้ ยิ่งหาก ป.ป.ช. วินิจฉัยเป็นโทษมาด้วยแล้วนั้น สามารถกำหนดโทษเพิ่มขึ้นได้ตาม ป.ป.ช. อีกด้วย โพสต์หน้าคงไม่ต้องถึงกับอธิบายกลไกและอิสระในการทำงานของกรรมการสอบวินัย อนุกรรมการวินัย กรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร ศูนย์ปฏิบัติการติดตามการต่อต้านการทุจริตของกรุงเทพมหานคร และการถ่วงดุลอำนาจของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร”