“ทวิดา-ชัชชาติ” แจงปมสอบทุจริตเครื่องออกกำลังกาย กทม. ย้ำยังไม่สิ้นสุดกระบวนการ ชี้คำสั่งลงโทษหักเงินเดือน 2% ถูกตีกลับให้สอบเพิ่ม เหตุบทลงโทษเบาเกินไป 


วันที่ 8 มิ.ย. 2569 จากกรณีข้อกล่าวหาการทุจริตจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายของกรุงเทพมหานคร ล่าสุด นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ได้เผยแพร่ข้อมูลผ่านเฟซบุ๊กในโอกาสครบรอบ 2 ปีของการเปิดโปงโครงการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายราคาสูง โดยระบุว่าคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครแต่งตั้งขึ้น ได้สอบสวนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องรวม 32 ราย และมีผลสรุปว่าเจ้าหน้าที่ 20 รายไม่มีความผิด ขณะที่อีก 12 รายมีความผิดวินัยไม่ร้ายแรง และถูกลงโทษด้วยการหักเงินเดือนร้อยละ 2 ซึ่งคิดเป็นเงินประมาณ 600 บาทต่อคน ก่อนปิดสำนวนคดีนั้น


นางสาวทวิดา กมลเวชช อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้สัมภาษณ์ชี้แจงว่า กระบวนการสอบสวนกรณีดังกล่าวยังดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในขณะนั้น ได้สั่งการให้มีการตรวจสอบเพิ่มเติมเป็นระยะ ไม่ได้ปล่อยให้เรื่องสิ้นสุดลงตามผลการสอบสวนเบื้องต้น


นางสาวทวิดาระบุว่า ในช่วงประมาณเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคมที่ผ่านมา มีการเสนอผลการพิจารณาว่าผู้เกี่ยวข้องกระทำผิดวินัยไม่ร้ายแรง และเสนอให้ลงโทษด้วยการหักเงินเดือนร้อยละ 2 ซึ่งเป็นข้อเท็จจริง แต่เมื่อเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร (ก.ก.) ได้มีความเห็นว่าบทลงโทษดังกล่าวอาจเบาเกินไป อีกทั้งยังพบประเด็นข้อสงสัยหลายประการจากสำนวนการสอบสวน จึงมีมติให้ส่งเรื่องกลับไปดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ครบถ้วนและรอบด้านมากยิ่งขึ้น

...


ด้านนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในนามอิสระ กล่าวว่า ขณะนี้เรื่องดังกล่าวยังไม่มีข้อยุติอย่างเป็นทางการ เนื่องจากผลการสอบสวนที่ถูกเผยแพร่ออกมานั้นเป็นเพียงข้อเสนอจากคณะกรรมการสอบสวนในชั้นต้น และยังไม่ได้รับการรับรองเป็นคำวินิจฉัยสุดท้าย


นายชัชชาติกล่าวว่า แม้กระบวนการลงโทษทางวินัยจะยังไม่สิ้นสุด แต่ผลลัพธ์สำคัญที่เกิดขึ้นจากกรณีดังกล่าว คือการปรับปรุงโครงสร้างและระบบการเสนอของบประมาณของกรุงเทพมหานครใหม่ทั้งหมด โดยเฉพาะการกำหนดให้ทุกโครงการต้องมีรายละเอียดประกอบอย่างชัดเจน มีข้อมูลสนับสนุนที่เพียงพอ และผ่านการกลั่นกรองอย่างรอบคอบมากขึ้น แตกต่างจากแนวปฏิบัติเดิมที่อาจอาศัยเอกสารประกอบเพียงไม่กี่ฉบับ


“สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงเรื่องการลงโทษผู้กระทำผิด แต่ยังทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในการบริหารงบประมาณ ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่สำคัญและเป็นประโยชน์ต่อองค์กรในระยะยาว” นายชัชชาติกล่าว


นายชัชชาติยังเปิดเผยด้วยว่า คดีดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับอีกคดีหนึ่ง คือกรณีซ่อมรถโดยสารของกรุงเทพมหานคร “คดีซ่อมรถบัสทิพย์” ซึ่งมีบุคคลบางส่วนเกี่ยวข้องอยู่ในกลุ่มเดียวกัน โดยคดีดังกล่าวมีการดำเนินการทางวินัยจนถึงขั้นไล่ออกเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องแล้ว และยังต้องรอผลการพิจารณาในส่วนอื่น ๆ ต่อไป เมื่อถูกถามถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนที่ติดตามคดี และความรู้สึกต่อข้อมูลที่นายศุภณัฐนำมาเปิดเผย นายชัชชาติย้ำว่า ข้อมูลที่ปรากฏยังไม่ใช่ข้อสรุปสุดท้าย เพราะเป็นเพียงความเห็นจากคณะกรรมการสอบสวนชุดหนึ่งเท่านั้น ขณะที่คณะกรรมการผู้มีอำนาจพิจารณาได้ตีกลับเรื่องดังกล่าวให้มีการทบทวนใหม่ เนื่องจากเห็นว่ายังไม่สามารถยอมรับผลการพิจารณาในชั้นต้นได้


สำหรับประเด็นที่สังคมตั้งคำถามว่าหากท้ายที่สุดมีการลงโทษเพียงการหักเงินเดือนประมาณ 600 บาท จะเหมาะสมหรือไม่ นายชัชชาติกล่าวว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องอธิบายข้อเท็จจริงให้สังคมได้รับทราบอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ในขั้นตอนปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการพิจารณาตามกระบวนการ และไม่ได้อยู่ในอำนาจของผู้บริหารที่จะสั่งการโดยตรง เนื่องจากต้องดำเนินการตามระเบียบและผ่านคณะกรรมการที่มีหน้าที่สอบสวนและวินิจฉัยอย่างเป็นอิสระ


นายชัชชาติยังกล่าวถึงกระบวนการตรวจสอบคู่ขนานของสำนักงานคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่า กรุงเทพมหานครได้ประสานข้อมูลกับ ป.ป.ช. ตั้งแต่ต้น เนื่องจาก ป.ป.ช. มีอำนาจในการตรวจสอบเชิงลึก โดยเฉพาะการตรวจสอบเส้นทางการเงิน ซึ่งมีขอบเขตกว้างกว่าการสอบสวนทางวินัยของกรุงเทพมหานคร และอาจนำไปสู่บทลงโทษที่รุนแรงกว่าได้หากพบการกระทำความผิด


ทั้งนี้ นายชัชชาติขอให้ประชาชนที่ติดตามเรื่องดังกล่าวอย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าคดีได้สิ้นสุดลงแล้ว เนื่องจากผลการพิจารณาที่เป็นข่าวยังไม่ได้รับการยืนยันเป็นข้อยุติ และกรุงเทพมหานครได้สั่งให้มีการทบทวนผลสอบดังกล่าวแล้ว


“ในความเป็นจริงควรถือเป็นเรื่องที่ดีด้วยซ้ำที่เราไม่ได้รับข้อเสนอเดิม และได้สั่งให้กลับไปพิจารณาใหม่ เพราะแสดงให้เห็นว่าผู้บริหารไม่ได้ละเลยต่อข้อสงสัยของสังคม” นายชัชชาติกล่าว


นายชัชชาติ ยืนยันว่า ตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งได้ให้ความสำคัญกับการปราบปรามการทุจริตอย่างจริงจัง โดยที่ผ่านมาเคยมีกรณีที่นำไปสู่การลงโทษทางวินัยขั้นร้ายแรงและการให้ออกจากราชการมาแล้ว พร้อมย้ำว่าในกรณีเครื่องออกกำลังกายยังไม่มีคำสั่งลงโทษขั้นสุดท้ายตามที่ปรากฏเป็นข่าว และต้องรอผลการพิจารณาในขั้นตอนต่อไปจากผู้บริหารชุดใหม่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง


เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าหากได้รับโอกาสกลับมาบริหารกรุงเทพมหานครอีกครั้งจะลุยเรื่องทุจริตเต็มที่หรือไม่ นายชัชชาติย้ำว่าก็จะเดินหน้าตรวจสอบเรื่องดังกล่าวอย่างเต็มที่ เพราะเป็นเรื่องที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน พร้อมย้ำว่าบทเรียนจากกรณีนี้ได้นำไปสู่การยกระดับระบบจัดทำและพิจารณางบประมาณให้มีความเข้มงวด โปร่งใส และตรวจสอบได้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในลักษณะเดียวกันซ้ำอีกในอนาคต


นอกจากนี้ นายชัชชาติยังกล่าวขอบคุณผู้ที่เปิดเผยข้อมูล “ขอบคุณผู้ที่ออกมาแฉ” และช่วยตรวจสอบโครงการดังกล่าว เพราะแม้จะเป็นประเด็นที่สร้างแรงกดดันต่อฝ่ายบริหาร แต่ก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้กรุงเทพมหานครสามารถปรับปรุงกระบวนการทำงานและยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการงบประมาณให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น