“เกมคุมเมือง” คำถามจากสถาบันพระปกเกล้า ตึกร้างล้น กทม. ทำอย่างไรให้หมดไป “ชัชชาติ-ชัยวัฒน์” แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง จี้ตัดวงจรส่วย ขณะที่ “อนุชา” แนะหารือทั้งระบบ เพื่อให้ประโยชน์ตกกับคน กทม.
วันที่ 8 มิ.ย. 2569 ไทยรัฐทีวี ช่อง 32 และไทยรัฐออนไลน์ ถ่ายทอดสดรายการพิเศษ “เกมคุมเมือง” ท้าชิงวิสัยทัศน์ ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯ กทม.) คนไหนที่จะเข้ามาแก้ปัญหาต่างๆ ของเมืองกรุงได้อยู่หมัด พร้อมเจาะลึกวิสัยทัศน์แบบเข้มข้น ผ่านภารกิจสุดท้าทาย ทั้งจิ๊กซอว์วัดกึ๋น, Tier list วิกฤตเมือง, คำถามวัดใจผู้ว่าฯ ร่วมดำเนินรายการโดย ป๋าต๋อย และ กาย พงศ์เกษม
สำหรับผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ที่มาร่วมแสดงวิสัยทัศน์และประชันไหวพริบในการแก้ปัญหาให้ประชาชนชาว กทม. ประกอบด้วย นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาธิปัตย์, นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ในนามอิสระ และ นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาชน
...
ในช่วงของ “คำถามวัดใจผู้ว่าฯ” รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ถามว่า เราเห็นปัญหาที่ใหญ่กว่า กทม. จากสถานการณ์โลกที่เกิดขึ้น น้ำมันที่เป็นต้นทุนของทุกอย่าง ก่อสร้างก็เลี่ยงไม่พ้นเช่นกัน จากสถิติของระบบจัดซื้อจัดจ้างพบว่า มีตึกขนาดใหญ่ของรัฐ ไม่ต่ำกว่า 24 ตึก ที่อยู่ระหว่างการบริหารสัญญา ซึ่งผู้รับเหมาจะขอปรับสัญญาในการเพิ่มวงเงินงบประมาณ จึงอยากถามว่า ถ้าเป็นผู้ว่าฯ จะทำอย่างไรที่จะไม่เห็นตึกร้างที่ผู้รับเหมาทิ้งงาน เพราะเราไม่สามารถปรับสัญญาเพิ่มวงเงินให้เขาได้
นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร เผยว่า การรับมือกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมาจากสงครามตะวันออกกลาง มีส่วนที่เกี่ยวข้องกับ กทม. ที่ กทม. จะเข้ามาชดเชยทำให้เกิดออฟเซ็ตตรงนี้ได้ เพราะตัวเลขค่อนข้างใกล้เคียงกัน เราจะพูดถึง “ส่วย” ในการขอใบอนุญาตต่างๆ ของ กทม. ถึงแม้ว่าที่ผ่านมาจะมีระบบ e-service ให้ส่งคำขอก่อสร้างผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ แต่หลังบ้านของ กทม. ยังไม่เป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือดิจิทัล แต่ยังใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่เป็นหลัก ซึ่งอาจทำให้เอื้อประโยชน์ในการรับส่วย คิดเป็นมูลค่าต่อโครงการประมาณ 2%
ถ้าผมเป็นผู้ว่าฯ กทม. ปัญหาที่จะแก้ไขคือ จะแก้ปัญหาการเรียกรับส่วยใบอนุญาตต่างๆ ของ กทม. หมดไป จะทำให้ผู้รับเหมาลดต้นทุนลงไปได้ นี่เป็นหนึ่งแนวทางในการรับมือ และแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ทำให้ต้นทุนของทั้งอุตสาหกรรมก่อสร้างใน กทม. ลดลงไป
นายอนุชา บูรพชัยศรี เผยว่า ผลกระทบสงครามที่เกิดขึ้นไม่สามารถเลี่ยงได้ ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ หรือเอกชน ตนเป็นนักธุรกิจมาก่อน เข้าใจหัวอกของนักธุรกิจดีว่า ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ คืออยู่นอกเหนือการควบคุม
ถ้าตนได้เป็นผู้ว่าฯ จะต้องเข้าใจในบริบท ถ้าประเทศไทยต้องทำแบบเดิม คงไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ เศรษฐกิจก็ไม่โต ตนก็จะนำปัญหาไปคุยกับผู้บังคับบัญชา คือ รัฐมนตรีที่อยู่ในกระทรวงมหาดไทย ซึ่งยังไม่ทราบว่าเป็นใครที่ดูแล กทม. พร้อมกับเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งชุด รวมถึงภาคเอกชน มาหารือว่าเราจะแก้ปัญหานี้อย่างไร งบประมาณสามารถแก้ได้หรือไม่ ในส่วนของรัฐบาลกลาง หรือจำเป็นต้องนำหน่วยงานต่างๆ เหล่านี้ไปพบนายกรัฐมนตรี เพื่อให้ทราบถึงปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อให้ทุกอย่างเดินหน้าต่อไปได้ ถ้าจะบอกว่าไม่รับผิดชอบ ก็เหมือนการทิ้งปัญหาทั้งหมด เพราะฉะนั้น เราต้องทำควบคู่กันไป ณ วันนี้เท่าที่ทราบประมาณ 15-20% ที่เกิดขึ้น ต้นทุนถ้าเป็นเรื่องของน้ำมัน เราทำอะไรได้บ้างไหม วัสดุหรืองบประมาณ ทำอะไรได้บ้างไหม ทั้งหมดนี้จะต้องมาหาจุดสมดุล และประโยชน์ทั้งหมดจะตกกับคน กทม. โดยไม่ตกไปที่หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เผยว่า จริงๆ แล้วงานก่อสร้างของภาครัฐ เป็นเรื่องที่มีปัญหามานาน แต่เรื่องนี้ กรมบัญชีกลางได้ออกมาตรการมาแล้วก่อนที่ตนจะออกจากตำแหน่งผู้ว่าฯ ถ้าประมูลได้ช่วงนี้ จะยังไม่สามารถลงนามสัญญาได้ ถ้าราคาไม่สมเหตุสมผล อันนี้ก็เป็นปัญหาหนึ่ง งบประมาณที่ตั้งไว้ ประมูลได้แล้ว ผู้รับเหมาบอกไม่ไหว เขาสามารถยกเลิกได้ ทำให้เราต้องมาตั้งงบประมาณที่แพงขึ้น
แต่ในกรณีที่ยังไม่เริ่มสัญญา ประมูลเสร็จแล้ว ผู้รับเหมาสามารถบอกเลิกสัญญาได้ไม่ผิด ตรงนี้ทำให้ฝ่ายรัฐต้องเสียเงินเพิ่มในการคำนวณโปรเจกต์ใหม่ อันนี้ก็เป็นปัญหาหนึ่งที่ผู้ว่าฯ ท่านต่อไปต้องเข้ามาดู เพราะมันมีโครงการค้างอยู่หลายแห่งที่ผู้รับเหมาจะไม่ลงนาม ตามคำสั่งของกรมบัญชีกลาง
ส่วนผู้รับเหมาที่ทำงานไปแล้ว แต่ไม่เข้าข่ายของกรมบัญชีกลาง หน้าที่ของ กทม. คือ ต้องให้ความยุติธรรมกับเขาให้มากที่สุด พยายามลดค่าใช้จ่ายเขา เรื่อง “ส่วย” ต้องไม่มี การจ่ายงวดงานถ้าเราจ่ายเร็วตามกฎหมาย เขาก็มีเงินไปหมุน ไม่ต้องไปเสียดอกเบี้ย เพราะฉะนั้นบางครั้งการตรวจรับงวดงานช้า การแก้สัญญาก็ช้า ต้องเร่งรัดเพื่อให้ผู้รับเหมาเกิด cash flow อะไรที่สามารถเปลี่ยนแปลงแล้วเป็นประโยชน์ ซึ่งคงไม่มีอะไรแย่ไปกว่าผู้รับเหมาทิ้งงานแล้ว ต้องไปฟ้องร้อง ตึกก็ไม่ได้ใช้ ต้องหาทางออกที่ถูกกฎหมาย และยุติธรรมกับทั้งสองฝ่าย