ครม.เงาพรรคประชาชนจี้รัฐบาลอุ้มกุ้งไทยพ้นวิกฤตด่านมาเลเซียแบน พร้อมรื้อเกณฑ์บัตรคนจนและหยุดยั้งมลพิษผ่านแม่น้ำชายแดน


วันที่ 8 มิถุนายน 2569 คณะรัฐมนตรีเงา (ครม.เงา) พรรคประชาชน จัดประชุมหารือเพื่อพิจารณาวาระเร่งด่วนและแถลงข้อเรียกร้องส่งตรงถึงรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาสำคัญของประเทศ 4 ประเด็น โดยประเด็นแรกคือ การเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งเจรจากับประเทศมาเลเซียกรณีสั่งระงับการนำเข้ากุ้ง 5 สายพันธุ์จากประเทศไทยมาตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในพื้นที่ภาคใต้ โดยพรรคประชาชนขอให้รัฐบาลเร่งเจรจาเปิดด่านให้สำเร็จภายใน 10 วันนี้ ก่อนที่ราคากุ้งในตลาดจะตกต่ำจนระบบตลาดพังทลายลงทั้งหมด 

ประเด็นที่สองคือ การรับมือกับข้อกล่าวหาและกรอบภาษีมาตรา 301 ของสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ทั้งในเรื่องการผลิตส่วนเกินและการใช้แรงงานบังคับ โดยพรรคประชาชนระบุว่ารัฐบาลไทยต้องยืนยันสู้ข้อกล่าวหาอย่างโปร่งใสว่าไทยไม่มีนโยบายอุดหนุนการผลิตเพื่อทุ่มตลาดส่งออก ควบคู่ไปกับการเร่งยกระดับกฎหมายนำเข้าให้ครอบคลุมมาตรฐานแรงงานบังคับให้สอดรับกับระเบียบใหม่ของสหภาพยุโรป (EU Forced Labour Regulation) ที่จะบังคับใช้ในปี 2570 

ส่วนการเจรจาข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน (ART) กับสหรัฐฯ รัฐบาลจะต้องปรับสัดส่วนข้อแลกเปลี่ยนให้เหมาะสมกับกรอบอัตราภาษีปัจจุบันที่ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 10% หรือ 12.5% และต้องเปิดเผยกรอบเจรจาต่อสาธารณะ พร้อมนำข้อตกลงที่มีผลผูกพันด้านการค้าการลงทุนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 178 โดยย้ำว่ารัฐบาลต้องไม่ใช้ตัวเลขการลดภาษีเป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จ (KPI) แต่ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในระยะยาวเป็นสำคัญ

...

สำหรับประเด็นที่สาม พรรคประชาชนได้แสดงจุดยืนเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาทบทวนมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 เกี่ยวกับการปรับปรุงหลักเกณฑ์คุณสมบัติของผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพื่อปกป้องกลุ่มเปราะบาง โดยทางพรรคเสนอให้เปลี่ยนวิธีคิดจากการใช้เกณฑ์ชี้วัดเดี่ยวมาเป็นการใช้ระบบคะแนนถ่วงน้ำหนัก (Scorecard) แทน เพื่อให้สามารถสะท้อนภาพรวมความเดือดร้อนและความจำเป็นทางเศรษฐกิจของประชาชนผู้เดือดร้อนได้อย่างถูกต้องตรงตามความเป็นจริงและครอบคลุมไม่ให้กลุ่มตกหล่นเสียสิทธิ์

ส่วนประเด็นสุดท้ายคือ การแก้ปัญหาวิกฤตมลพิษทางน้ำในแม่น้ำสายชายแดน ได้แก่ แม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก แม่น้ำโขง แม่น้ำสาละวิน และแม่น้ำกระบุรี ที่ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้านอย่างเร่งด่วนผ่าน 3 แนวทางหลัก คือ 1. ด้านคน โดยเจรจาพหุภาคีร่วมกันระหว่าง ไทย-จีน-เมียนมา-ลาว พร้อมตั้งแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ตรวจสอบคุณภาพน้ำ ดิน และสุขภาพของประชาชนด้วยมาตรฐานกลาง 2. ด้านกฎหมาย โดยเร่งรัดให้มีการออกกฎหมายลำดับรองภายใต้พระราชบัญญัติแร่ มาตรา 104 เพื่อกำหนดให้แร่สำคัญต้องขออนุญาตก่อนนำเข้า และสั่งห้ามนำเข้าแร่จากเหมืองที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าไม่มีการทำลายสิ่งแวดล้อม และ 3. ด้านงบประมาณ ด้วยการจัดสรรงบประมาณเยียวยาเกษตรกรและภาคธุรกิจที่ได้รับความเสียหายจากมลพิษดังกล่าว ทั้งนี้ พรรคประชาชนยืนยันว่าจะเดินหน้าขับเคลื่อนทั้ง 4 วาระนี้ผ่านกลไกทางนิติบัญญัติ ทั้งในที่ประชุมรัฐสภาและคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้นายพิศาล มาณวพัฒน์ รัฐมนตรีเงาว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พรรคประชาชน แถลงถึงกรณีผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR) อยู่ระหว่างการสอบสวนอัตราภาษีใหม่ โดยมีข้อเสนอแนะถึง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ ว่า 1. ต้องมีแผนงานที่ชัดเจนว่าจะนัดเจอใครเพื่อให้ได้สิ่งนั้น 2. ต้องเข้าใจกลไกอำนาจในวอชิงตันขณะนี้ที่ทุกอย่างรวมศูนย์อยู่ที่ประธานาธิบดีเพียงคนเดียว เนื่องจากสภาคองเกรส ครม. รวมถึง สส. และ สว. พรรครีพับลิกันเกือบทั้งหมดพยายามเอาใจและไม่ต้องการขัดใจทรัมป์ และ 3. การเดินทางไปวอชิงตันจะต้องมุ่งเป้าไปที่บุคคลที่สามารถเข้าถึงตัวทรัมป์ได้โดยตรง เนื่องจากเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมานางศุภจีเดินทางไปพบคนที่ถูกต้องเพียงคนเดียว นอกนั้นถือว่าสอบตกในเรื่องของการล็อบบี้

นายพิศาลกล่าวอีกว่า ในการเดินทางไปวอชิงตันรอบหน้าเพื่อทำการล็อบบี้แบบเป็นมวย ขอให้นางศุภจีนัดหมายกับบุคคลสำคัญ 3 รายที่มีบทบาทโดยตรง ประกอบด้วย 1. Howard Lutnick รมว.พาณิชย์ สหรัฐฯ ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทและเข้าถึงทรัมป์ได้ 2. ปีเตอร์ นาวาร์โร อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นมือขวาในทำเนียบขาวและเป็นผู้จัดทำนโยบายภาษีของทรัมป์มากับมือ และ 3. สก็อตต์ เบสเซนต์ รมว.คลังสหรัฐฯ ซึ่งนางศุภจีอยู่ในฐานะรองนายกฯ สามารถขอเข้าพบได้ และจำเป็นต้องพบให้ได้เนื่องจากเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญที่สุดใน ครม.เศรษฐกิจและเรื่องภาษีของทรัมป์ อีกทั้งยังมีกำหนดเดินทางมาประชุมธนาคารโลก (World Bank) ประจำปีที่ประเทศไทยในเดือนตุลาคมนี้ รัฐบาลจึงควรเตรียมแผนสร้างความประทับใจล่วงหน้า 

นอกจากนี้ยังแนะนำให้นางศุภจีหลีกเลี่ยงการพบ สส. และ สว. พรรคเดโมแครต โดยเฉพาะ สว.แทมมี่ ดักเวิร์ธ ที่ไม่ควรใช้เป็นยาสามัญประจำบ้านเพราะทรัมป์จะไม่รับฟังพรรคเดโมแครตอย่างแน่นอน แต่ให้มุ่งเข้าหาพรรครีพับลิกันและคณะกรรมาธิการที่ดูแลเรื่องภาษีและการค้าโดยตรง พร้อมทั้งเรียกร้องให้ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศ แสดงฝีมือในการใช้ไพ่พันธมิตรเก่าชี้ให้วอชิงตันเห็นว่าสหรัฐฯ ได้ประโยชน์จากการเป็นพันธมิตรเก่ากับไทยอย่างไร