“สุรเชษฐ์” สส.ปชน. ดักคอรัฐบาล เลิกขายฝันรถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวัน จี้ ครม. เคาะค่าโดยสารร่วม 17-45 บาทบนพื้นฐานความจริง


วันที่ 8 มิถุนายน 2569 สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่ากระทรวงคมนาคมเตรียมผลักดันนโยบาย “40 บาทตลอดวัน” เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี เพื่อให้ประชาชนจ่ายค่าโดยสารรถไฟฟ้าข้ามสายสูงสุดไม่เกิน 40 บาทต่อวัน เป็นของขวัญปีใหม่ 2570 โดยระบุว่า ตนได้เคยคาดการณ์ไว้แล้วว่า ครม. จะไม่กล้าประกาศนโยบายนี้อย่างแน่นอน แม้จะอ้างว่าเอกสารความเห็นจากหน่วยงานต่างๆ ยังมาไม่ครบ แต่เหตุผลที่แท้จริงคือข้อจำกัดของกลไกอำนาจรัฐ ระบบงบประมาณ สัญญาสัมปทาน วินัยการเงินการคลัง และหากยึดผลประโยชน์ของประเทศในภาพรวมเป็นที่ตั้ง นโยบายนี้ก็ไม่อาจเป็นไปได้

นายสุรเชษฐ์ กล่าวต่อไปว่า หากพิจารณาจากตัวเลขและข้อเท็จจริง แนวทางที่สอดคล้องกับผลประโยชน์ของประเทศ คืออัตราค่าโดยสารที่พรรคประชาชนได้เคยหาเสียงไว้ที่ 8-45 บาทตลอดทาง หรือ 15-45 บาทหากอุดหนุนเฉพาะรถไฟฟ้า ซึ่งล่าสุดผลการพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายตั๋วร่วมก็เริ่มชัดเจนขึ้นว่า อาจกำหนดอัตราค่าโดยสารร่วมของระบบรถไฟฟ้าไว้ที่ 17-45 บาทตลอดทาง โดยคาดการณ์ว่าต้องใช้งบประมาณอุดหนุนปีละ 3,054-4,698 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สมเหตุสมผล แต่แตกต่างจากที่พรรคแกนนำรัฐบาลเคยหาเสียงไว้อย่างสิ้นเชิง ตนจึงตั้งคำถามว่ารัฐมนตรีจะกล้าเปลี่ยนผลการพิจารณาหรือไม่ หากฝืนทำนโยบายที่ไร้ฐานคิด ย่อมส่อไปในทางเอื้อประโยชน์ให้นายทุนอย่างชัดเจน ผ่านการซื้อคืนรถไฟฟ้าหรือการเปลี่ยนสัญญาจาก Net Cost มาเป็น Gross Cost

ประเด็นเรื่องค่าโดยสารร่วม มีสาระสำคัญอยู่ที่มาตรา 31 ของ พ.ร.บ. ตั๋วร่วม ซึ่งผ่านสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภามาอย่างเป็นเอกฉันท์ โดยระบุชัดเจนว่า การบูรณาการอัตราค่าโดยสารร่วมต้องคำนึงถึงความได้สัดส่วนและสมดุลต่อต้นทุนที่แตกต่างกัน ดังนั้น อัตรา 17-45 บาทตลอดทางจึงเป็นช่วงราคาที่สมเหตุสมผล ส่วนคำโฆษณา “20 บาทตลอดสาย” หรือ “40 บาทตลอดวัน” เป็นเพียงการตั้งราคาอย่างไร้ฐานคิดและอ้างอิงเพียงค่าแรงขั้นต่ำโดยไม่สนใจข้อจำกัดอื่น คิดน้อยไปทำให้ในความเป็นจริงแล้วทำไม่ได้ และต่อให้ทำได้ก็ไม่สมควรทำ เพราะนายทุนคงไม่ยอมลดราคาให้โดยไม่มีข้อแลกเปลี่ยนที่ซ่อนอยู่

...

นายสุรเชษฐ์ระบุด้วยว่า การหลอกให้ประชาชนฝันหวานจนตัดสินใจซื้อคอนโดมิเนียมชานเมืองเพราะเชื่อว่าจะได้จ่ายค่าเดินทางในราคาที่แสนถูก ถือเป็นเรื่องแย่มาก เมื่อความจริงปรากฏ ประชาชนก็ไม่สามารถเรียกคืนเงินที่จ่ายไปแล้วได้ นอกจากนี้ ทุกบาทที่อุดหนุนให้ผู้เดินทางได้จ่ายถูกกว่าต้นทุนจริง ล้วนมาจากน้ำพักน้ำแรงของประชาชนที่อยู่ห่างไกลและไม่มีโอกาสได้ใช้รถไฟฟ้า แต่ต้องมาช่วยจ่ายภาษีอุดหนุน ในขณะที่นายทุนกลับรวยขึ้นจากปริมาณผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น (Induced Demand) และกลุ่มทุนเหล่านี้ก็ถือสัญญาสัมปทานอยู่ในมือ หากข้อตกลงไม่ดีขึ้นก็ย่อมไม่ยอมเซ็นแก้สัญญา

สิ่งที่รัฐบาลควรทำในขณะนี้ คือการกล้าตบหน้าตัวเองเพื่อตื่นจากฝัน ยอมรับความจริงว่านโยบาย 40 บาทตลอดวันภายในสิ้นปีนี้ทำไม่ได้ และไม่ควรกู้เงินมาผลาญกับเรื่องนี้ โดยตนขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการยกเลิกมติ ครม. เรื่อง 20 บาทตลอดสาย เพื่อยอมรับความจริงว่าเป็นการตั้งราคามาอย่างไร้ฐานคิดและเหนี่ยวรั้งการพัฒนาขนส่งสาธารณะ พร้อมทั้งให้ยกเลิกมติ ครม. เรื่องการมอบหมายให้สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (DGA) พัฒนาระบบ Clearing House แบบ “ตั๋วหลอก” แล้วหันมาเร่งทำ “ตั๋วร่วม” อย่างจริงจังตามแนวทางใน พ.ร.บ. ตั๋วร่วม โดยเร่งแก้ปัญหาเรื่องเครื่องอ่านบัตร (Readers) ซึ่งใช้งบประมาณไม่มากเมื่อเทียบกับการเอาเงินไปอุดหนุนค่าโดยสาร

พร้อมกันนี้ รัฐบาลต้องเร่งกำหนดอัตรา “ค่าโดยสารร่วม” อย่างชัดเจน ตามข่าวคือ 17-45 บาทตลอดทางซึ่งรับได้เพราะอยู่ในช่วงราคาที่สมเหตุสมผลอยู่ พร้อมกางแผนงานและกรอบเวลาที่ชัดเจน เพื่อเร่งแก้ปัญหาค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน ซึ่งเกิดจากความผิดพลาดของรัฐในอดีตที่ไม่ได้มองรถไฟฟ้าเป็นระบบเดียวกัน เพื่อเป็นการช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนจากการเดินทางไกลและต้องต่อรถไฟฟ้าหลายสาย ขอให้รัฐบาลเร่งประกาศมติ ครม. ออกมาให้ชัดเจน เลิกขายฝันแล้วผัดผ่อนไปเรื่อยๆ เริ่มต้นด้วยการประกาศใช้อัตรา 17-45 บาทตลอดทางก่อนช่วงปีใหม่ จากนั้นจึงมาช่วยกันพัฒนาให้ดีขึ้นเป็น 8-45 บาทตลอดทาง โดยบูรณาการคิดค่าโดยสารร่วมกันระหว่างรถเมล์กับรถไฟฟ้า เพื่อปรับสมดุลใหม่ให้ระบบรถเมล์ส่งคนเข้าระบบรถไฟฟ้า และผลักดันให้เกิดระบบขนส่งสาธารณะเพื่อทุกคนอย่างแท้จริง “หยุดขายฝัน เลิกหลงทาง แล้วเร่งทำให้เกิดขึ้นจริงในทิศทางที่ถูกที่ควร”