องค์กรเครือข่ายเอเชียเพื่อการเลือกตั้งเสรี เปิดผลติดตามการเลือกตั้ง สส.ของประเทศไทยในปี 2569 ผิดหวังการทำหน้าที่ของ กกต. ชื่นชมคนรุ่นใหม่ออกมาใช้สิทธิมากขึ้น
เมื่อเวลา 9.30 น. วันที่ 8 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรม ไอบิซ สไตล์ รัชดา กรุงเทพฯ องค์กรเครือข่ายเอเชียเพื่อการเลือกตั้งเสรี (ANFREL) ได้ร่วมหารือพร้อมแถลงผลรายงานสังเกตการณ์การเลือกตั้งทั่วไปและการลงประชามติเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ต่อภาคประชาสังคมและสื่อมวลชน
นางบริสซ่า โรซาเลส เจ้าหน้าที่บริหาร ANFREL อธิบายว่ารายงานฉบับนี้ เป็นรายงานเชิงเปรียบเทียบ ระหว่างการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2566 และ 2569 โดยในภารกิจมีเจ้าหน้าที่ 24 คน ที่ได้เฝ้าสังเกตการณ์การดำเนินการลงคะแนนกว่า 31 จังหวัด ทั่วประเทศ ซึ่งได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
โดยประเด็นหลัก 7 ประการ ที่ ANFREL มุ่งเน้นเป็นพิเศษ ได้แก่
- ความราบรื่นของการดำเนินการลงคะแนน
- การเข้าถึงข้อมูลของผู้ลงคะแนน
- อัตราจำนวนบัตรเสีย และการเคารพเจตนารมณ์ของผู้ลงคะแนน
- การเข้าถึงจุดนับคะแนน
- การจัดเก็บและประกาศผลคะแนน
- การตอบสนองต่อข้อเรียกร้อง
- เพิ่มการมีส่วนร่วมของ สตรี เยาวชน ผู้พิการ และกลุ่ม LGBTQI+ ในการจัดการเลือกตั้ง
นายอามาเอล เฟียร์ นักวิเคราะห์การเลือกตั้ง กล่าวชื่นชมว่า การเลือกตั้งในประเทศไทย มีผู้ออกมาใช้สิทธิลงคะแนนถึง 71.4% และเป็นไปอย่างสงบเรียบร้อย ซึ่งเมื่อเทียบตามมาตรฐานของประเทศอาเซียน ถือว่าทำได้ดีมาก นางเอลเบเรล ดาวา ผู้นำภารกิจการสังเกตการณ์การเลือกตั้งในไทย กล่าวเสริมว่า อัตราการมีส่วนร่วมทางการเมืองของคนรุ่นใหม่ในประเทศไทยอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง ซึ่งถือว่าน่าชื่นชมมาก
...
อย่างไรก็ตาม มีข้อเสียบางประการที่มีมาตั้งแต่การเลือกตั้ง ปี 2566 และยังคงไม่ได้รับการแก้ไข เช่น เรื่องการลงทะเบียนเลือกตั้งนอกเขตล่วงหน้า และการประชาสัมพันธ์ข้อมูลแก่ผู้มีสิทธิที่ขาดความชัดเจน รวมถึงมีความคลาดเคลื่อนของการประกาศผลคะแนนในบางเขต อีกทั้ง รูปแบบของบัตรลงคะแนนแบบ 2 ใบ ยังขาดความชัดเจน และไม่ตรงตามมาตรฐานสากล
แต่สิ่งที่น่ากังวลหนักที่สุดคือ ประเด็นเรื่องการซื้อสิทธิ์ขายเสียง ซึ่งไม่มีกระบวนการที่สามารถตรวจสอบได้เลย นอกจากนี้ หลังจากการนับคะแนนเสร็จสิ้น ในบางจังหวัดยังเกิดข้อถกเถียงถึงความน่าเชื่อถือของผลคะแนน ซึ่ง กกต. ตอบรับข้อเรียกร้องเหล่านี้ได้อย่างน่าผิดหวังมาก โดยมีการฟ้องร้องประชาชนผู้เข้าร่วมการสังเกตการณ์ ถึง 10 คน ข้อกังวลสุดท้ายคือ ประเด็นเรื่องบาร์โค้ดบนบัตรลงคะแนน ที่ยังคงเป็นที่ถกเถียงว่า จะนำไปสู่การสืบทราบตัวตนของผู้ลงคะแนน ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิ์และทำให้การลงคะแนนไม่เป็นไปโดยการลับหรือไม่
นอกจากนั้น ANFREL ยังได้เปิดข้อเสนอแนะแก่ กกต. และหน่วยงานทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
- ยกเลิก มาตรา 112 และปรับแก้กฎหมายเพื่อป้องกันการฟ้องปิดปากประชาชน และสื่อ รวมถึงถอนฟ้องประชาชนที่เข้าร่วมการสังเกตการณ์
- ทบทวนระเบียบการเลือกตั้ง โดยยกเลิกข้อห้ามการลงคะแนนสำหรับพระภิกษุ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้สมัครอิสระ และแก้ไขรูปแบบบัตรลงคะแนนให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยอาจกำหนดให้ หมายเลขของผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ ตรงกับหมายเลขของผู้สมัครจากพรรคเดียวกัน
- ยกระดับมาตรฐานการจัดเก็บและรวบรวมผลคะแนน
- ปรับปรุงการสื่อสารระหว่าง กกต. และประชาชน ให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น
- เพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่จากกลุ่มชายขอบในองค์กรมากขึ้น
- เปิดข้อมูลให้สามารถตรวจสอบได้แบบออนไลน์
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ในบรรดาข้อเสียเหล่านี้ ข้อไหนที่ควรปรับปรุงก่อนเป็นอันดับแรก นางบริสซ่า กล่าวว่า กกต.ควรปรับปรุงเรื่องการสื่อสารเป็นอันดับแรก เพราะในขณะนี้ ความเชื่อมั่นของประชาชนกำลังลดลง และควรมีการประกาศผลคะแนนให้มีความชัดเจนขึ้นมากกว่านี้ พร้อมเสนอแนะว่า ควรยกระดับการประกาศผลคะแนนให้เป็นแบบเรียลไทม์ ผ่านช่องทางออนไลน์ นายอามาเอล กล่าวเสริมว่า ตนเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทยว่าสามารถทำให้การนับคะแนนแบบเรียลไทม์ เกิดขึ้นได้จริง ทั้งยังกล่าวอีกว่าการจัดสถานที่เลือกตั้งในไทย สามารถจัดการได้ดี ไม่แออัด และการสวมสิทธิ์มีน้อยหากเทียบกับหลายประเทศ
ส่วนประเด็นเรื่องการซื้อสิทธิ์ขายเสียงนั้น นางเอลเบเรล กล่าวว่า ANFREL ติดตามประเด็นนี้อย่างใกล้ชิดเสมอ แต่เป็นเรื่องที่พิสูจน์หาตัวผู้กระทำได้ยากมาก ทางองค์กรสามารถทำได้มากสุดเพียงแค่ สนับสนุนให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตตามหลักธรรมาภิบาลเท่านั้น