“ทวี” ชี้ช่องโหว่ทางเทคนิคที่เปิดช่องทางการกินส่วนต่าง TH-AI Passport ไม่ระบุปริมาณ Token แถมตั้งเงื่อนไขกีดกันกลุ่ม EdTech และผู้ประกอบการไทย


วันที่ 7 มิ.ย. 2569 พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ถึงโครงการ TH-AI Passport มูลค่า 1,650 ล้านบาท ของสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ซึ่งดึงเม็ดเงินมาจากกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กำลังถูกสังคมโดยเฉพาะคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรหลายคณะตั้งคำถาม และตรวจสอบอย่างหนักถึงความโปร่งใสและความคุ้มค่าเงินแผ่นดิน ว่า เมื่อตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกเปรียบเทียบกับเอกสารรายงานผลการดำเนินงานทุนหมุนเวียนประจำปีบัญชี 2566 ของกรมบัญชีกลาง พบหลักฐานที่น่ากังวลอย่างยิ่ง คือ โครงการตั้งเป้าหมายให้คนไทย 5,000,000 คน ใช้ Generative AI ฟรี 1 ปี แต่ไม่มีการระบุและควบคุมเพดาน Token (ชิ้นส่วนคำที่ AI ใช้ประมวลผล) ซึ่งถือเป็นต้นทุนเนื้อเงินที่แท้จริงในทางวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ จึงทำให้มีความเสี่ยง จากการจ่ายเงินงวดละ 330 ล้านบาท โดยไม่มีเกณฑ์ควบคุม Token อาจทำให้เอกชนผู้ชนะประมูลส่งมอบเพียง “งานกระดาษ” ครบตามสัญญา แต่ประชาชนไม่ได้ใช้ประโยชน์จริง และเปิดโอกาสให้เอกชนเก็บกำไรส่วนต่างมหาศาลเข้ากระเป๋า


นอกจากนั้นข้อกำหนดใน TOR มีลักษณะบังคับให้เอกชนผู้รับเหมาแบกรับค่าใช้จ่ายในการดูแลเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งท้ายที่สุดจะถูกบวกกลับเข้ามาในราคากลางที่รัฐต้องจ่าย เช่น:

    •    ทริปดูงานต่างประเทศ: บังคับจัดทริปไปสหรัฐอเมริกาหรือยุโรป ให้เจ้าหน้าที่ สดช. ไม่น้อยกว่า 10 คน (มูลค่า 3-5 ล้านบาท) โดยไม่มีการระบุผลงานส่งมอบองค์ความรู้กลับคืนสู่รัฐ

...

    •    สิทธิพิเศษในประเทศ: บังคับจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินในประเทศนับสิบเที่ยว ค่าห้องพัก และค่าอาหารหรูให้เจ้าหน้าที่คราวละ 5 คน ตลอดระยะเวลาโครงการ ถือเป็นการเปลี่ยนงบลงทุนเป็นงบสันทนาการ

และที่สำคัญมีการตั้งเงื่อนไขพิเศษที่ส่อไปในทางกีดกันทางการค้า โดยบังคับให้ต้องมีช่องทางโฆษณาผ่านจอดิจิทัลในปริมาณที่สูงมาก เช่น จอในร้านสะดวกซื้อไม่น้อยกว่า 1,500 สาขา (รวม 6,000 จุด) และในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ทำให้บริษัทเอกชนไทยและกลุ่ม EdTech ที่มีฝีมือดีแต่ไม่มีเงินทุนสำรองหนาพอ ต้องถูกตัดสิทธิ์ตั้งแต่ต้น เปิดทางให้เฉพาะกลุ่มทุนรับเหมาไอทีรายใหญ่เข้ามาผูกขาดและกินส่วนต่างจากการจ้างช่วงงาน (Outsource)


พันตำรวจเอก ทวี กล่าวด้วยว่า โมเดลเหล่านี้เกือบทั้งหมดเป็นของบริษัทเทคโนโลยีข้ามชาติภายนอกประเทศ แม้บริษัทเหล่านั้นจะเข้ามาตั้งโรงงาน Data Center ในไทยเพื่อใช้พลังงานไฟฟ้าของเรา แต่ขุมพลังงานและการควบคุมส่วนใหญ่ยังคงอยู่ภายใต้อาณาเขตและเงื่อนไขของกลุ่มทุนข้ามชาติ การจ่ายเงิน 1,650 ล้านบาทจากระบบกองทุนหมุนเวียนไปกับการเช่าใช้ปัญญาประดิษฐ์ต่างชาติเพียงแค่ 1 ปี เท่ากับการปล่อยให้เม็ดเงินไหลออกนอกประเทศไปสู่กลุ่มผลประโยชน์บางกลุ่ม โดยสร้างผลตอบแทนเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจดิจิทัลที่จับต้องแทบไม่ได้ ภาพในอนาคตจากโครงการนี้คือ ประเทศไทยยังคงต้องถูกคนอื่นควบคุมระบบ AI ได้ทุกเมื่อ โอกาสที่จะมี AI ของตนเองเป็นโครงสร้างพื้นฐานการประมวลผลภายในประเทศจึงเป็นได้แค่ความฝัน ทั้งที่มันคือเรื่องของ “อำนาจอธิปไตยของชาติ” ไม่ใช่แค่เทคโนโลยี