“เต้ มงคลกิตติ์” ควง “หน่อง ภาสพงศ์” ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. กลุ่มกรุงเทพบินได้ ลุยหาเสียงเขตยานนาวา ชูนโยบายลีกเยาวชน-พื้นที่สีเขียว ลั่น หลังเลือกตั้งเดินหน้าตรวจสอบข้อมูลทุจริต
วันที่ 7 มิถุนายน 2569 นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หรือ เต้ พระราม 7 ประธานกลุ่มกรุงเทพบินได้ พร้อมด้วย นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ หรือ หน่อง ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในนามกลุ่มกรุงเทพบินได้ ลงพื้นที่หาเสียงและพบปะประชาชนในพื้นที่เขตยานนาวา ก่อนเดินสายต่อใน เขตบางขุนเทียน เขตตลิ่งชัน และเขตทวีวัฒนา เพื่อรับฟังปัญหาและนำเสนอนโยบายต่างๆ แก่ประชาชน
นายภาสพงศ์ กล่าวว่า ระหว่างลงพื้นที่ได้พบกิจกรรมการแข่งขันเต้นคัฟเวอร์แดนซ์ของเยาวชน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของเด็กไทยที่สามารถพัฒนาไปสู่เวทีระดับสากลได้ พร้อมยกตัวอย่างความสำเร็จของ ลิซ่า ลลิษา มโนบาล ที่สร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยในวงการเคป๊อป และเป็นแรงบันดาลใจให้เยาวชนไทยกล้าฝันและพัฒนาศักยภาพของตนเอง
นอกจากนี้ กลุ่มกรุงเทพบินได้ยังมีแนวคิดผลักดัน “ลีกฟุตบอลกึ่งอาชีพสำหรับเยาวชนระดับมัธยมศึกษา” เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนมีรายได้เสริมระหว่างเรียน ควบคู่กับการพัฒนาทักษะด้านกีฬา และต่อยอดสู่การเป็นนักฟุตบอลอาชีพในอนาคต พร้อมมองว่าหากได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจังอาจสามารถยกระดับการแข่งขันจนมีมูลค่าทางเศรษฐกิจ และขายลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดไปยังต่างประเทศได้ในอนาคต รวมถึงเป็นเวทีค้นหาดาวรุ่งเข้าสู่วงการฟุตบอลอาชีพและทีมชาติไทย
...
ทางด้าน นายมงคลกิตติ์ เปิดเผยว่า ระหว่างลงพื้นที่บริเวณย่านพระราม 3 ได้รับกลิ่นเหม็นจากแหล่งน้ำในพื้นที่ จึงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบและแก้ไขปัญหาน้ำเสียอย่างเร่งด่วน เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมหลายเรื่อง ทั้งน้ำเสีย น้ำเน่า และมลพิษทางอากาศ อาจเกิดจากการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่มีประสิทธิภาพ
ขณะเดียวกัน นายมงคลกิตติ์ ยังกล่าวถึงแนวคิดกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการด้านสุขภาพ โดยเสนอให้กรุงเทพมหานครส่งเสริมการฝึกอบรมพนักงานนวดไทย พร้อมจัดกิจกรรมนวดเพื่อสุขภาพในชุมชนและพื้นที่สาธารณะต่างๆ เพื่อสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ควบคู่กับการสร้างโอกาสให้ผู้ที่ต้องการประกอบอาชีพด้านนวดแผนไทยได้รับการรับรองมาตรฐานวิชาชีพ
อีกหนึ่งนโยบายสำคัญคือการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในกรุงเทพมหานคร จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนประมาณ 2.85% ให้เพิ่มเป็น 10% ภายในระยะเวลา 4 ปี หากได้รับความไว้วางใจจากประชาชน โดยมีแนวคิดทยอยจัดหาพื้นที่เพิ่มเติมเพื่อพัฒนาเป็นสวนสาธารณะและพื้นที่สีเขียว ช่วยลดมลพิษทางอากาศ ดูดซับก๊าซเรือนกระจก และยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อมของเมืองหลวง
ช่วงหนึ่งของการปราศรัย นายมงคลกิตติ์ กล่าวถึงสิ่งที่เรียกว่า “ระบอบอากง” โดยอ้างว่าเป็นระบบผลประโยชน์ที่ฝังรากอยู่ในหน่วยงานภาครัฐบางแห่ง ทั้งในด้านการจัดซื้อจัดจ้าง การแต่งตั้งโยกย้าย และการกำกับดูแลด้านต่างๆ ของภาครัฐ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าปัญหาคอร์รัปชันเชิงระบบเป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การพัฒนาประเทศและการแก้ปัญหาประชาชนไม่สามารถดำเนินการได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ตนมีข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับโครงการจัดซื้อจัดจ้างหลายโครงการ รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทที่ได้รับงาน ผู้เกี่ยวข้อง และกระบวนการดำเนินงานในบางโครงการ โดยระบุว่าทราบรายละเอียดค่อนข้างมาก แต่ในขณะนี้ยังอยู่ในช่วงการเลือกตั้ง จึงยังไม่ใช่เวลาที่จะเปิดเผยข้อมูลทั้งหมด
“ตอนนี้ขอทำหน้าที่หาเสียงก่อน หลังการเลือกตั้งเสร็จสิ้นจะนำข้อมูลที่มีอยู่ไปตรวจสอบและดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง เพราะทุกโครงการที่ใช้งบประมาณภาษีประชาชน ต้องสามารถตรวจสอบได้”
นายมงคลกิตติ์ ยังย้ำด้วยว่า หากได้รับความไว้วางใจจากประชาชน จะผลักดันมาตรการด้านความโปร่งใส การตรวจสอบการใช้งบประมาณ และการป้องกันการทุจริตอย่างจริงจัง เพื่อให้การบริหารงานของกรุงเทพมหานครเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าวยังเป็นเพียงการแสดงความเห็นและการกล่าวอ้างของ นายมงคลกิตติ์ ซึ่งยังไม่ได้ผ่านการตรวจสอบหรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงจากหน่วยงานที่มีอำนาจ โดยการตรวจสอบข้อเท็จจริงเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามกระบวนการกฎหมายต่อไป.