“ปกรณ์วุฒิ” ชี้ 3 ช่องโหว่ ป.ป.ช. ส่อฟอกขาว “ศักดิ์สยาม” ยัน ถือหุ้นแค่ 5% ก็ผิดขัดกันแห่งผลประโยชน์แล้ว อัดไม่เคยเรียกผู้ร้องชี้แจง “ไอติม” อดสงสัยไม่ได้ป้อง “เสี่ยโอ๋” ช่วยน้ำเงินหรือไม่
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 7 มิถุนายน 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงข่าว ณ ที่ทำการพรรคประชาชน โดยย้ำรายละเอียดเรื่องพรรคร่วมฝ่ายค้านและสมาชิกวุฒิสภา (สว.) กลุ่มอิสระ ยื่นคำร้องต่อประธานรัฐสภา ส่งเรื่องให้ประธานศาลฎีกา ตั้งคณะกรรมการไต่สวนอิสระตรวจสอบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยกคำร้องคดีของ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในคดีซุกหุ้น
นายปกรณ์วุฒิ แถลงว่า ตนเคยอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายศักดิ์สยาม ในคดีซุกหุ้น ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ในปี 2565 ชี้ให้เห็นว่าบริษัทมีความสัมพันธ์กับนายศักดิ์สยามอย่างไรบ้าง โดยเมื่อ ป.ป.ช. มีมติยกคำร้อง ตนจึงมี 3 ข้อ ที่พบเป็นพฤติการณ์ที่น่าสงสัยของ ป.ป.ช. ได้แก่
1. การยุติเรื่องการยื่นบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จ เอกสารการแถลง ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 มีการกล่าวถึงการยุติเรื่องการปกปิดบัญชีทรัพย์สิน โดยกล่าวอ้างถึงเพียงแค่กรณีการถือหุ้นห้างหุ้นส่วนเพียงเท่านั้น ประเด็นที่ ป.ป.ช. ไม่ได้กล่าวถึงคือ เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2566 ตนได้ไปยื่นเอกสารเพิ่มเติมต่อ ป.ป.ช. เรื่องเกี่ยวกับเงินให้กรรมการกู้ยืม โดยกรรมการที่กู้ยืมไปคือ นายศักดิ์สยาม และมีการปรากฏอยู่จนถึงเดือนธันวาคม 2562 จำนวน 28 ล้านบาท นอกจากนี้ ตนพบว่าเอกสารที่ หจก. ยื่นชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญ ปรากฏว่าเงินส่วนนี้ผู้สอบบัญชีเคยทวงถามไป และได้รับคำตอบกลับมาว่าให้ขอคงไว้และจะดำเนินการปรับปรุงในภายหลัง คำถามคือในเมื่อเอกสาร ป.ป.ช. กล่าวถึงเพียงการถือหุ้น แล้วคำร้องของตนที่ให้ตรวจสอบเรื่องหนี้สินของนายศักดิ์สยาม ที่มีต่อ หจก.แห่งนี้ ป.ป.ช. ได้ตรวจสอบหรือไม่ แล้วผลการพิจารณาเป็นอย่างไร
...
2. ในเอกสารชี้แจงของ ป.ป.ช. กล่าวถึงความผิดในลักษณะการขัดกันแห่งผลประโยชน์ โดยให้เหตุผลแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ (1) ป.ป.ช. บอกว่าการที่นาย ศ. เป็นผู้ครอบครองหุ้นและดูแลบริหารกิจการ หจก. จึงไม่ปรากฏว่า นายศักดิ์สยาม ใช้อำนาจหน้าที่โดยตรง หรือสามารถใช้อำนาจใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับหจก. ดำเนินกิจการที่เป็นคู่สัญญา แต่ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 126 (2) เรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์ แค่ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทที่เข้ารับคู่สัญญารัฐในหน่วยงานที่กำกับดูแลเกินที่กำหนดหรือเกิน 5% ก็ผิดแล้ว
(2) ป.ป.ช. ระบุ ไม่ปรากฏว่านายศักดิ์สยาม ในฐานะ รมว.คมนาคม เข้าไปแทรกแซงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานในกระทรวงคมนาคมแต่อย่างใด วงเงินอนุมัติการจัดซื้อจัดจ้างเป็นอำนาจของหัวหน้าส่วนราชการ ไม่อยู่ในอำนาจของรัฐมนตรี แต่ตนเจอเอกสารฉบับหนึ่งที่ ป.ป.ช. เคยทำอินโฟกราฟิก อธิบายเกี่ยวกับมาตรา 126 (2) แตกต่างจากกรณีของ นายศักดิ์สยาม คือการถือหุ้น เป็นไปได้ว่า ป.ป.ช. ไม่ได้ไปวินิจฉัยเลยว่าตกลงแล้วนายศักดิ์สยาม ยังถือหุ้นอยู่ ณ วันที่เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีหรือไม่ แต่กลับไปไต่สวนว่า นายศักดิ์สยาม ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนหรือไม่ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับข้อกฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 126 (2) แม้แต่นิดเดียว
3. นับตั้งแต่ที่ตนไปยื่นคำร้องครั้งแรกกับพรรคร่วมฝ่ายค้านในขณะนั้น ตนไม่เคยได้รับจดหมายเรียกให้ไปให้ถ้อยคำหรือข้อมูลใดๆ กับ ป.ป.ช. แม้แต่ครั้งเดียว ไม่เคยได้รับการแจ้งความคืบหน้าคำร้อง และไม่มีการยุติเรื่อง หรือคำร้องใดๆ ไม่เคยได้รับการแจ้งให้ทราบเลย นี่จึงเป็นปัญหาในการเลือกปฏิบัติของ ป.ป.ช. ว่าจะรับฟังข้อมูลจากฝ่ายใด หรือจะไต่สวนไปในทิศทางใด และเป็นปัญหาความโปร่งใสของป.ป.ช. ที่ไม่มีการเปิดเผยให้สาธารณะทราบในระหว่างกระบวนการ และจบกระบวนการ แม้กระทั่งตัวผู้ร้องเองก็ไม่เคยได้รับแจ้งใดๆ เลยทั้งสิ้น
ทางด้าน นายพริษฐ์ แถลงย้ำเรื่องข้อพิรุธ 4 ข้อที่ ป.ป.ช. ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในกรณีของ นายศักดิ์สยาม คือ
1. ป.ป.ช. ดำเนินการตรวจสอบด้วยกระบวนการที่บกพร่อง
2. ใช้ดุลพินิจวินิจฉัยผิดพลาดอย่างชัดแจ้ง ซึ่งข้อเท็จจริงที่ ป.ป.ช. ควรใช้ในการพิจารณาคดีนี้ควรเป็นข้อเท็จจริงเดียวกับที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้ในการพิจารณาและวินิจฉัย เพราะมีข้อเท็จจริงที่หนักแน่น เช่น การโอนหุ้น เส้นทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นใบเสร็จที่มีข้อสงสัย หรือใบวางบิลที่มีข้อสงสัย เรื่องที่อยู่ของบริษัท ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ ป.ป.ช. จะปฏิเสธไม่ได้ และเรามองว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวนั้นมีความหนักแน่นเพียงพอที่ ป.ป.ช. ควรจะใช้ในการวินิจฉัยโดยสรุปว่ามีพฤติการณ์ในการซุกหุ้น และไม่ควรที่จะมีการยกคำร้อง
3. มีพฤติกรรมที่ปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับการตรวจสอบ
4. ป.ป.ช. ละเว้นการตรวจสอบ ในข้อหาอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยเรายังไม่เห็น ป.ป.ช. วินิจฉัยความผิดเรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์ หรือไม่
นายพริษฐ์ ระบุด้วยว่า “จึงอดสงสัยไม่ได้ว่า เหตุผล ป.ป.ช. ไม่วินิจฉัยเรื่องฐานความผิดการขัดกันแห่งผลประโยชน์ หรือไม่วินิจฉัยว่า นายศักดิ์สยาม ยังคงครอบครองหุ้นในบริษัทดังกล่าวอยู่หรือไม่ เป็นความพยายามในการปกป้องนายศักดิ์สยาม หรือช่วยน้ำเงินหรือไม่ เพราะ ป.ป.ช. คงทราบดีว่าหากต้องวินิจฉัยในประเด็นความผิดนี้หรือการครอบครองหุ้น ด้วยหลักฐานทั้งหมดนั้น ป.ป.ช. คงไม่สามารถวินิจฉัยเป็นอย่างอื่นได้ นอกจากการวินิจฉัยว่า นายศักดิ์สยาม ยังคงครอบครองหุ้นในบริษัทดังกล่าว และกระทำความผิดตาม พ.ร.ป.ป.ป.ช. มาตรา 126”