“โสภณ” ประธานรัฐสภา ผุดโปรเจกต์ เปิดรัฐสภาให้ประชาชน-หน่วยงาน นำสินค้ามาขาย สร้างรายได้กระตุ้นเศรษฐกิจ ตั้งใจให้เป็นแลนด์มาร์คแบบรัฐสภาต่างประเทศ และเป็นสถานที่ออกกำลังกาย ปอดของคนกรุงเทพฯ 


วันที่ 6 มิถุนายน 2569 นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา เป็นประธานเปิดงานฯ และกล่าวปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “รัฐสภาไทย เชื่อมพลังคนรุ่นใหม่ เสริมสร้างเครือข่ายชุมชน” พร้อมร่วมจัดกิจกรรมกับผู้ฟังและผู้ชม จังหวัดบุรีรัมย์ ในโครงการเสริมสร้างภาพลักษณ์และการมีส่วนร่วมของประชาชน สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 

จัดโดย สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และสถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา จัดขึ้นที่ห้องประชุมโรงแรมอัลวาเรซ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ โดยมี นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, นางจงเดือน สุทธิรัตน์ รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, พันจ่าอากาศเอก ศักดิ์สิทธิ์ ภู่สิโรรังสี ผู้อำนวยการสถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา พร้อมทีมพิธีกร ผู้สื่อข่าว ผู้ประกาศข่าวและผู้จัดรายการของสถานีฯ นักเรียน นักศึกษา อาสาสมัครพัฒนาชุมชน ผู้นำท้องถิ่น และประชาชนชาวจังหวัดบุรีรัมย์ รวมทั้งจังหวัดใกล้เคียงรวมกว่า 300 คน 

...

เพื่อเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และการดำเนินงานของรัฐสภา รวมถึงภารกิจของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ในกระบวนการประชาธิปไตย นอกจากนี้ยังเป็นการประชาสัมพันธ์และเผยแพร่บทบาทภารกิจ รวมถึงผลการดำเนินงานของสถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภาและรัฐสภาไทยอีกด้วย 

นายโสภณ ให้สัมภาษณ์ว่า ตอนนี้มีวิกฤตทางเศรษฐกิจเกิดขึ้น รัฐสภาก็มีอาคารสถานที่ขนาดใหญ่ ที่พร้อมเป็นตัวกลางและเปิดให้บริการประชาชน และหน่วยงานต่างๆ ได้นำสินค้ามาจำหน่ายสร้างรายได้ และที่สำคัญเราจะปรับภาพลักษณ์ของสภา ให้เป็นสภาที่เป็นปอดของประชาชน และเป็นแลนด์มาร์ค อย่างกรณีในต่างประเทศจะเห็นสภาของเขา เป็นเหมือนเอกลักษณ์ประจำชาติเขาเลย ก็จะมีการเข้าไปท่องเที่ยวเยี่ยมชม ดังนั้นรัฐสภาของไทยก็ไม่ได้แพ้ที่อื่นโดยเฉพาะที่ตั้งโดดเด่น สวยงาม เพียงแต่จะต้องมีการปรับภูมิทัศน์ให้เข้ากับพื้นที่การใช้งาน 

“ผมมีแนวความคิดว่า ต่อไปรัฐสภาจะต้องเป็นสถานที่ออกกำลังกายของคนกรุงเทพฯ ต้องเป็นปอดของคนกรุงเทพฯ เป็นที่พักผ่อนของคนกรุงเทพฯ ซึ่งเราก็จะเร่งดำเนินการโดยเร็ว ในส่วนอันไหนที่ไม่ต้องใช้งบประมาณ อย่างเช่นเมื่อวานเราก็ใช้ข้าราชการเจ้าหน้าที่กว่า 2,000 คน มาร่วมกิจกรรมจิตอาสา”

การที่เราจะให้ประชาชนศรัทธา คำว่าประชาธิปไตยจะต้องจับต้องได้ไม่ใช่เป็นสภาพูด พูดแล้วมันจับต้องไม่ได้ คนก็เริ่มคนก็เบื่อหน่ายเหมือนว่า บางฝ่ายก็อาจจะอินกับคำพูด กับวาทกรรม แต่ในยุคที่วิกฤตเศรษฐกิจเช่นนี้ ผมเชื่อว่าประชาชนอยากเห็นการทำงาน ที่แก้ปัญหาชีวิตของเขา ฉะนั้นเราทำทุกเรื่อง ที่จะเป็นประโยชน์ ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องความเป็นอยู่ ความยุติธรรม อะไรต่างๆ เพื่อให้ประชาชนได้เข้าใจ ว่าประชาธิปไตยต้องกินได้ ประชาธิปไตยที่จะประสบความสำเร็จแล้ว ขับเคลื่อนได้โดยปราศจากความขัดแย้ง คือการพูดคุยการเจรจากัน เพราะการพูดคุยกันการเจรจากันระหว่างคน ความเห็นต่าง 2 ฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านฝ่ายรัฐบาล ทุกการแก้ปัญหา ถ้าพูดคุยสำเร็จมันก็จบ แล้วก็เดินหน้าได้ ถ้าเราไปตัดสินด้วยมือเนี่ย มันก็จะเกิดความขัดแย้งกันอยู่อย่างนี้ ฉะนั้นเราทำอย่างไร เราจะสามารถปรับทัศนคติของคนที่เห็นต่าง ให้ยอมรับความเห็นต่างของฝ่ายอื่นได้

นายโสภณ กล่าวต่อไปว่า เพราะถ้าจะให้เขาเห็นกับเราอย่างเดียว ถ้าไม่เห็นกับเราก็แสดงว่าไอ้นั่น ไม่ใช่ประชาธิปไตย อันนี้เผด็จการ อันนั้นไม่ถูก มันไม่ใช่ เราจึงไม่ประสงค์ที่จะตัดสินบนมติ คือไม่อยากใช้มือ ผมพยายามที่จะทำเรื่องนี้ โดยให้ไปพูดคุยกันมา แล้วก็ให้ปรับแนวความคิด เพื่อรักประเทศชาติจริง ส่วนกรณีของความขัดแย้งในอดีต เราก็เห็นพอสู้ในสภาไม่ได้ก็พากันไปลงถนน ซึ่งมันไม่เกิดประโยชน์เลย มีแต่ฉุดรั้งประเทศ มันก็เปลี่ยนเยอะ ผมว่าทุกวันนี้ท่านสมาชิกสภา ก็เปลี่ยนพอสมควรอยู่ ซึ่งเราค่อย ๆ ปรับ เพราะสมาชิกฯก็อาจจะอยู่เหนือการควบคุมของประธานรัฐสภา เรายังใช้ข้อบังคับแต่ว่าผมว่าองค์กรการทำงาน วิธีการทำงานอย่างเช่นอย่างที่เล่ามา มันก็เห็นการเปลี่ยนแปลงอยู่นะ