“ชัชชาติ” แท็กทีมลูกชาย “น้องแสนดี” ขึ้นรถหาเสียงพื้นที่จอมทอง-บางขุนเทียน โชว์วิสัยทัศน์ยกระดับศูนย์ดูแลผู้สูงอายุครบวงจร


วันที่ 6 มิถุนายน 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เบอร์ 9 ได้เดินทางลงพื้นที่หาเสียงในเขตจอมทอง และเขตบางขุนเทียน โดยการลงพื้นที่ในครั้งนี้มีความพิเศษเมื่อนายแสนปิติ สิทธิพันธุ์ หรือ "แสนดี" บุตรชาย ร่วมเดินทางมาช่วยบิดาหาเสียงด้วย ซึ่งทั้งสองได้ขึ้นรถแห่กระจายเสียงเริ่มต้นจากเขตจอมทองไปยังหมู่บ้านสินทวีวิลล่า พร้อมแวะเยี่ยมชมโครงการปรับปรุงลานกีฬาชุมชน ซึ่งเป็นโครงการที่ประชาชนเคยร้องขอไว้ในสมัยที่นายชัชชาติดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. ในช่วงปี 2567 


ต่อมานายชัชชาติและคณะทำงานได้ขึ้นรถแห่เดินทางต่อไปยังชุมชนเคหะธนบุรี 1-5 เพื่อรับฟังปัญหาและพบปะประชาชน โดยชูนโยบายการดูแลผู้สูงอายุ ทั้งในมิติด้านสุขภาพและการส่งเสริมอาชีพสร้างรายได้ร่วมกับภาคเอกชน รวมถึงการปรับปรุงระบบไฟฟ้าส่องสว่างในชุมชน พร้อมกล่าวกับประชาชนว่า สำหรับ สก. จะเลือกใครก็ได้ แต่สำหรับผู้ว่าฯ ขอให้เลือกคนที่ซื่อสัตย์สุจริต ทำงานเพื่อประชาชน โดยระบุว่าพื้นที่นี้มีประชากรหนาแน่นและมีผู้สูงอายุจำนวนมาก จึงมีแนวคิดจะพัฒนาโรงพยาบาลผู้สูงอายุบางขุนเทียนให้เป็นศูนย์ดูแลผู้สูงอายุครบวงจร เพื่อปรับเปลี่ยนจากสภาวะติดบ้านติดเตียงให้มาทำกิจกรรมร่วมกับกลุ่มเพื่อนแทน 

...


ส่วนกรณีโครงการเขื่อนสลายกำลังคลื่นบางขุนเทียนที่ชาวบ้านบางส่วนอยากได้เป็นเขื่อนถาวรนั้น นายชัชชาติชี้แจงว่าเป็นโครงการต่อเนื่องมาหลายสิบปี หากเปลี่ยนเกณฑ์ใหม่ตอนนี้จะต้องใช้เวลาศึกษาและดำเนินการยาวนานนับ 10 ปี ซึ่งแนวคิดเขื่อนเว้นช่วงแบบเดิมถือว่าช่วยรักษาหน้าดินไม่ให้สูญหายได้ดีอยู่แล้ว


สำหรับประเด็นที่นางสาวพรรณิการ์ วานิช แกนนำคณะก้าวหน้า ออกมาระบุว่าป้ายโฆษณาหาเสียงของนายชัชชาติไปติดตั้งในพื้นที่ที่ทางทีมงานเคยติดต่อให้กับพรรคประชาชนแต่กลับถูกปฏิเสธนั้น นายชัชชาติกล่าวชี้แจงว่า ตนไม่ทราบรายละเอียดในเรื่องนี้จริงๆ แต่ที่ผ่านมาได้เน้นย้ำกับทีมงานเสมอว่าการดำเนินการทุกอย่างต้องถูกต้องตามกฎหมาย อีกทั้งยังสั่งห้ามไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับ กทม. เพราะเกรงว่าจะถูกครหาว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อน 


ขณะที่ นายศานนท์ หวังสร้างบุญ ทีมงานกลุ่มนายชัชชาติ กล่าวเสริมว่า ทางทีมงานได้รับนโยบายไม่ให้ติดป้ายบนทางเท้าสาธารณะ จึงใช้วิธีติดต่อซื้อโฆษณาเชิงพาณิชย์กับ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM โดยติดตั้งป้าย 2 ตู้ในขบวนรถไฟฟ้า 2 ขบวน จากทั้งหมด 54 ขบวน รวมถึงป้ายโฆษณาบนรถสองแถวและรถเมล์ประจำทางหมวด 4 ซึ่งนายชัชชาติย้ำชัดว่า ตนไม่อยากให้เกิดการเลือกปฏิบัติ หากตรวจสอบแล้วพบว่ามีการเอื้อประโยชน์ให้ทีมตนจริง ก็พร้อมที่จะไปถอนโฆษณาในจุดนั้นออกทันทีเพราะมองว่าไม่เป็นธรรมกับฝ่ายอื่น

นอกจากนี้ นายชัชชาติยังได้กล่าวถึงการที่ “น้องแสนดี” มาร่วมลงพื้นที่หาเสียงในครั้งนี้ว่า ยอมรับว่าในตอนแรกมีความกังวลเรื่องข้อกฎหมายเนื่องจากไม่ได้ลงทะเบียนเป็นผู้ช่วยหาเสียง แต่เมื่อทีมกฎหมายยืนยันว่าในฐานะบุตรสามารถทำได้ จึงยอมให้มาช่วยเดินสาย แต่ก็ได้กำชับให้ยืนยิ้มและโบกมือทักทายประชาชนเพียงอย่างเดียวเนื่องจากกังวลว่าลูกชายอาจจะพูดผิดพลาด โดยน้องแสนดีเพิ่งเดินทางกลับมาถึงประเทศไทยเมื่อวานนี้และแสดงความตั้งใจจะลงพื้นที่ทันที ซึ่งการมีลูกชายมาอยู่เคียงข้างถือเป็นกำลังใจที่สำคัญและทำให้มีความสุขมากในระหว่างการหาเสียง ส่วนจะพามาร่วมเดินสายทุกวันหลังจากนี้หรือไม่นั้น คงต้องขึ้นอยู่กับความพร้อมและความสมัครใจของตัวลูกชายเองเป็นหลัก