“สีหศักดิ์” ยันไทยไม่โดนลากเข้ากระบวนการประนอมภาคบังคับ หลังกัมพูชาหักมุมยื่น UNCLOS ซัดปิดประตูความเชื่อใจ ส่งผลกระทบเจรจาแดนทางบก
วันที่ 5 มิถุนายน 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุเก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงภายหลังการบรรยายสรุปแก่คณะทูต 67 คน และองค์กรระหว่างประเทศ 4 แห่ง ถึงกรณีที่ทางการกัมพูชาได้ประกาศยื่นเรื่องเขตอาณาเขตทางทะเลเข้าสู่กระบวนการประนีประนอมภาคบังคับ ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 2 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยกัมพูชาอ้างเหตุผลว่าประเทศไทยได้ยกเลิก MOU 44 จึงทำให้ไม่มีช่องทางในการเจรจาทวิภาคีระหว่างสองประเทศอีกต่อไป
นายสีหศักดิ์ระบุว่า ฝ่ายไทยรู้สึกแปลกใจกับการแสดงออกของกัมพูชาในครั้งนี้ เนื่องจากที่ผ่านมาในการพูดคุยระดับทวิภาคี โดยเฉพาะล่าสุดระหว่าง นายกรัฐมนตรีอนุทิน ของไทย กับนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่นครเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ ในช่วงการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ฝ่ายไทยได้ชี้แจงอย่างชัดเจนแล้วว่า เหตุผลที่ต้องยกเลิก MOU 44 เป็นเพราะตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมาไม่มีความคืบหน้า และทั้งสองประเทศควรมาร่วมกันเริ่มต้นพูดคุยเจรจาเขตแดนทางทะเลหรือไหล่ทวีปกันโดยตรงก่อน หากคุยกันแล้วไม่คืบหน้าจึงค่อยพิจารณาขั้นตอนต่อไปภายใต้กฎหมาย UNCLOS การที่กัมพูชาด่วนตัดสินใจไปทางนี้ จึงไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของผู้นำทั้งสองประเทศที่เพิ่งตกลงร่วมกันว่าจะฟื้นความสัมพันธ์และสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกันแบบค่อยเป็นค่อยไป
นอกจากนี้ การขยับตัวของกัมพูชายังส่งผลกระทบโดยตรงต่อความคืบหน้าในการเจรจาประเด็นเขตทางบกและสถานการณ์ชายแดน เพราะเจตนารมณ์ในการฟื้นฟูความสัมพันธ์จะต้องเดินหน้าไปพร้อมกันทั้งทางบกและทางทะเล เมื่อกัมพูชาตัดบทเลือกเส้นทางนี้จึงเสมือนเป็นการปิดประตูสำหรับการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ทำให้ฝ่ายไทยจำเป็นต้องนำสถานการณ์ทั้งหมดกลับมาทบทวนใหม่อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าประเทศไทยไม่ได้ถูกลากไปตามเงื่อนไขของกัมพูชา และสิ่งที่กัมพูชาเสนอเกี่ยวกับขอบเขตการประนีประนอมภาคบังคับที่รวมถึงมาตรการชั่วคราวในการแบ่งปันผลประโยชน์และการพัฒนาทรัพยากรร่วมกันนั้น ฝ่ายไทยไม่เห็นด้วยและมองว่าเรื่องการพัฒนาร่วมกันไม่อยู่ในกรอบนี้ ซึ่งไทยจะส่งหนังสือแสดงความไม่เห็นด้วยต่อกระบวนการ ขอบเขตหน้าที่ และขอบเขตการแบ่งปันผลประโยชน์ที่กัมพูชาเสนออย่างแน่นอน
...
ในส่วนของความคืบหน้าในการรับมือ ปัจจุบันฝ่ายไทยได้ประสานและจัดตั้งผู้ประนีประนอมฝั่งไทยไว้พร้อมแล้วจำนวน 2 คน ซึ่งเป็นนักกฎหมายที่มีประสบการณ์สูงและเป็นที่ยอมรับในเรื่องกฎหมายทะเลระดับสากล แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายชื่อได้เนื่องจากเป็นกระบวนการภายในที่ต้องนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อขออนุมัติเห็นชอบเสียก่อน หลังจากนั้นผู้ประนีประนอมของทั้งสองฝ่าย ฝ่ายละ 2 คน จะต้องร่วมกันพิจารณาคัดเลือกผู้ประนีประนอมคนที่ 5 เพื่อมาทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการ โดยคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 เดือนในการแต่งตั้งประธาน ทั้งนี้ หากไทยเลือกที่จะไม่ยอมรับกระบวนการนี้ในทางกฎหมายระหว่างประเทศก็สามารถทำได้ แต่จะเปิดโอกาสให้กัมพูชาเดินหน้าต่อไปและแต่งตั้งผู้ประนีประนอมให้ฝ่ายไทยแทน ซึ่งท้ายที่สุดแล้วผลลัพธ์ที่ได้จากกระบวนการนี้ไม่ได้มีผลผูกมัดหรือมีผลบังคับตามกฎหมาย แต่อาจนำไปสู่จุดเดิมคือการต้องกลับมาเจรจาพูดคุยร่วมกันระหว่างสองประเทศ ซึ่งตนมองว่าหากกัมพูชาเลือกที่จะเปิดใจพูดคุยกันโดยตรงในฐานะมิตรตั้งแต่แรก จะสามารถตกลงกันได้รวดเร็วและราบรื่นกว่าวิธีนี้อย่างแน่นอน