“รักชนก-ภคมน” ยื่นหลักฐานฟัน “นพ.สรณ” พ้นประธาน กสทช. เหตุนั่งควบแพทย์-บอร์ดธนาคาร ขาดคุณสมบัติชัดเจน จี้รัฐบาลเลิกเกียร์ว่าง-อุ้ม “ระบอบสีน้ำเงิน” ฮุบผลประโยชน์แสนล้าน
วันที่ 5 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา น.ส.รักชนก ศรีนอก พร้อมด้วย น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อมอบหลักฐานยืนยันว่า ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งประธาน กสทช.
น.ส.รักชนก เปิดเผยว่า หลักฐานสำคัญที่นำมายื่นในวันนี้คือ รายงานของคณะกรรมาธิการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา (สว.) ชุดที่ผ่านมา ซึ่งได้รับมอบจากพลเมืองดี โดยได้รับการยืนยันจากเลขาธิการวุฒิสภาในชั้นกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐฯ สภาผู้แทนราษฎรชุดที่แล้ว ว่าเป็นรายงานที่มีอยู่จริง เพียงแต่ สว. หมดวาระลงก่อนที่รายงานฉบับนี้จะเข้าสู่ที่ประชุมวุฒิสภา อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงในรายงานไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป โดยชี้ให้เห็นถึงการกระทำที่เข้าข่ายขาดคุณสมบัติ 2 กรณีหลัก ดังนี้
1. กรณีประกอบวิชาชีพแพทย์และรับรายได้จากเอกชนขณะดำรงตำแหน่งประธาน กสทช.: ตามหนังสือลับของมหาวิทยาลัยมหิดล (ที่ อว78/00149 ลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2567) ยืนยันว่า นพ.สรณ มีสถานะเป็น “พนักงานมหาวิทยาลัย” และทำหน้าที่ตรวจรักษาคนไข้ที่โรงพยาบาลรามาธิบดีจนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 (เพียงหนึ่งวันก่อนมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง) และยังมีสถานะเป็น “แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง”
แต่ที่ร้ายแรงกว่านั้นคือ ข้อมูลแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90) ปีภาษี 2565 จากกรมสรรพากร ระบุชัดเจนว่า นพ.สรณ ยังคงมีเงินได้ประเภทวิชาชีพอิสระ (การประกอบโรคศิลปะ) จากคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี 2565 ซึ่งเป็นช่วงเวลาหลังจากที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นประธาน กสทช. แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ในปีภาษี 2565 และ 2566 ยังปรากฏหลักฐานการรับรายได้จาก “บริษัท เมอร์ค จำกัด” ซึ่งเป็นบริษัทจำหน่ายเวชภัณฑ์และเคมีภัณฑ์ (เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (7)) อันเป็นการประกอบวิชาชีพอิสระอื่นระหว่างดำรงตำแหน่ง
...
2. กรณีได้รับเลือกเป็นกรรมการอิสระของธนาคารกรุงเทพ โดยมิได้ลาออกตามกฎหมาย: เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2565 ที่ประชุมผู้ถือหุ้นของธนาคารกรุงเทพมีมติเลือก นพ.สรณ เป็นกรรมการอิสระ ซึ่งมีผลสมบูรณ์ทันทีตามกฎหมาย ก่อนมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเพียงหนึ่งวัน แม้ นพ.สรณ จะมีหนังสือแจ้งธนาคารว่า “ขอยังไม่เข้ารับตำแหน่ง” เพื่อรอให้คณะกรรมการกฤษฎีกาวินิจฉัย (ก่อนจะขอถอนเรื่องออกในภายหลัง) แต่ในทางกฎหมาย นพ.สรณ ไม่เคยยื่นใบลาออกต่อบริษัทตามมาตรา 73 แห่ง พ.ร.บ. บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 การกระทำดังกล่าวจึงไม่มีผลเป็นการลาออก นพ.สรณ จึงยังมีสถานะเป็นกรรมการธนาคารกรุงเทพฯ มาตั้งแต่วันที่ 12 เมษายน 2565
จากข้อเท็จจริงทั้งหมด รักชนกย้ำว่า นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ เป็นผู้ที่ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายในการดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. อย่างชัดเจน ตาม พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 มาตรา 7 ข. (12), มาตรา 8 และมาตรา 26 ประกอบกับมาตรา 18 และมาตรา 20
“ข้อเท็จจริงเหล่านี้ปรากฏมาหลายปี แต่กลับไม่มีใครสามารถนำผู้ที่ทำผิดกฎหมายออกจากตำแหน่งได้ วันนี้ดิฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคณะกรรมการสรรหาฯ จะทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ขอให้ทุกท่านมีความกล้าหาญที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง เพื่อรักษาผลประโยชน์ให้ประเทศชาติและประชาชน และเพื่อเป็นหมุดหมายแรกในการชำระล้างองค์กรอิสระอย่าง กสทช. อย่างจริงจังเสียที”
ด้าน น.ส.ภคมน กล่าวว่า การที่บุคคลซึ่งมีคุณสมบัติขัดต่อ พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ อย่างชัดเจนเช่นนี้ ยังคงลอยนวลและดำรงตำแหน่งกุมบังเหียนองค์กรกำกับดูแลที่มีผลประโยชน์มูลค่าหลักหมื่นล้านแสนล้าน ซึ่งเป็นรายได้ที่มาจากทรัพยากรคลื่นความถี่ของประชาชนทั้งประเทศ รัฐบาลไม่สามารถแกล้งทำเป็นเกียร์ว่างหรือมองไม่เห็นได้อีกต่อไป รัฐบาลต้องพิสูจน์ให้ประชาชนเห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของ “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่แผ่อิทธิพลเข้าครอบงำองค์กรอิสระ แล้วจงใจหลับตาข้างเดียวเพื่ออุ้มชูคนของตัวเองที่ขาดคุณสมบัติทางกฎหมายอย่างสิ้นเชิง ให้ยังคงมีอำนาจล้นฟ้าในการอนุมัติเม็ดเงินมหาศาล โดยเฉพาะเงินจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.)
“หากสังคมจะคาดหวังอะไรจาก กสทช. ได้ สิ่งสำคัญต้องเริ่มจากการที่ตัวประธานองค์กรมีความถูกต้องชอบธรรมตามกฎหมายเสียก่อน”