ประชาธิปัตย์ซัดแหลก เปิดกลางสภาฯรัฐบาลสร้างหนี้ กางตัวเลขตอกหน้า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ทำหนี้สาธารณะพุ่งทะลุ 11 ล้านล้าน 


วันที่ 4 มิถุนายน 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ได้มีการพิจารณาญัตติขอให้ตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ เพื่อติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน วงเงิน 400,000 ล้านบาท โดยนายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้อภิปรายสนับสนุนญัตติดังกล่าว พร้อมทั้งสร้างความฮือฮาด้วยการขอยืนสงบนิ่งไว้อาลัยเป็นเวลา 30 วินาที ให้กับรัฐบาลก่อนเริ่มอภิปราย โดยระบุว่าเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ต่อฝ่ายบริหารที่จะสร้างหนี้สินก้อนโตให้กับประเทศชาติในอนาคต และเป็น พ.ร.ก.เงินกู้ที่ตอนแรกทำท่าว่าจะไม่ยอมให้ตั้ง กมธ. ตรวจสอบ แต่สุดท้ายต้องขอบคุณนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยที่ยอมส่งสัญญาณให้ลูกพรรคโหวตตั้ง กมธ. ชุดนี้

นายชัยชนะ ได้อภิปรายเจาะลึกถึงแผนการใช้เงินกู้ในแผนงานแรก วงเงิน 200,000 ล้านบาท ที่รัฐบาลนำไปใช้เยียวยาค่าครองชีพผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส และบัตรสวัสดิการประชารัฐ โดยตั้งข้อสังเกตว่า สส. ฝั่งรัฐบาลโดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ พากันประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนมารีบลงทะเบียนและแสดงความยินดีกันอย่างยกใหญ่ แต่กลับบอกความจริงไม่หมด ไม่เคยบอกประชาชนเลยว่าเงินที่นำมาแจกนั้นคือเงินกู้ที่ประชาชนทุกคนต้องร่วมกันรับกรรมใช้หนี้ในอนาคต ซึ่งตนมองว่าหากรัฐบาลห่วงใยค่าครองชีพจริง การลดค่าไฟ ลดค่าน้ำมัน และลดราคาสินค้า เป็นทางออกที่ยั่งยืนกว่าโดยไม่ต้องกู้เงินมาแจก และมองว่าพฤติกรรมดังกล่าวเข้าข่ายหลอกลวงพี่น้องประชาชน

นายชัยชนะและกลุ่ม สส. พรรคประชาธิปัตย์ ยังแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อแผนงานที่ 2 ด้านพลังงานสะอาดหรือโซลาร์เซลล์ เนื่องจากรัฐบาลไม่มีความชัดเจนในการวางระบบว่าจะทำโซลาร์รูฟท็อปหรือโซลาร์ฟาร์ม จนทำให้แต่ละกระทรวงพากันวิ่งเต้นขอแบ่งเค้กงบประมาณส่วนนี้ไปทำโครงการของตัวเองโดยไม่มีแผนงานรองรับที่ชัดเจน พร้อมทั้งเตือนสติรัฐบาลถึงภัยเงียบในอีก 10 ปีข้างหน้าว่า แผงโซลาร์เซลล์เหล่านี้เมื่อหมดอายุการใช้งานจะกลายสภาพเป็นขยะอันตราย และจะตกเป็นภาระอันหนักอึ้งขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั่วประเทศ ทั้งกรุงเทพมหานคร เลย นครศรีธรรมราช หรือเชียงใหม่ ที่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในการกำจัดขยะพิษที่สูงลิ่ว นโยบายนี้จึงไม่ใช่แค่สร้างหนี้ แต่ยังสร้างวิกฤตสิ่งแวดล้อมฝังกลบไว้ให้ท้องถิ่นด้วย

...

ในช่วงท้ายของการอภิปราย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้กางตัวเลขหนี้สาธารณะของประเทศที่ปัจจุบันพุ่งทะลุเกินกว่า 11 ล้านล้านบาท พร้อมคำนวณให้เห็นภาพสะท้อนใจว่า หากรวม พ.ร.ก.เงินกู้ก้อนใหม่นี้ ประชาชนชาวไทยจะต้องแบกรับภาระหนี้สินเฉลี่ยสูงถึง 164,800 บาทต่อคน เท่ากับว่าเด็กไทยที่อยู่ในท้องแม่วันนี้ หากลืมตาดูโลกขึ้นมาในวันพรุ่งนี้ก็มีหนี้สินติดตัวทันทีเกือบ 170,000 บาท ตนจึงขอเรียกกฎหมายฉบับนี้ว่า “พ.ร.ก.ภาระลูกหลาน” มากกว่า พ.ร.ก.เงินกู้ และขอสนับสนุนการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อตรวจสอบลากไส้การใช้เงินกู้ 4 แสนล้านบาทนี้อย่างถึงที่สุด