“ธนกร” ชี้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ แนะวงเงิน 2 แสนล้านสำหรับลงทุนด้านเปลี่ยนผ่านพลังงานและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจที่ถูกตั้งคำถาม ต้อง “โปร่งใส-คุ้มค่า-มีวินัยการคลัง”
วันที่ 4 มิ.ย. 2569 นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม อภิปรายเรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) วงเงิน 400,000 ล้านบาทว่า เห็นด้วยในการตั้งคณะกรรมาธิการฯโดยพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน วงเงิน 400,000 ล้านบาท เป็นมาตรการสำคัญที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ วันนี้เรากำลังเผชิญสงครามความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจ และความผันผวนของตลาดพลังงานโลกที่รุนแรงอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมูลค่าการนำเข้าพลังงานรวมประมาณ 1.4 ล้านล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นประมาณ 7–8% ของ GDP ประเทศ อีกทั้งยังต้องนำเข้าน้ำมันดิบมากกว่าร้อยละ 80 ของการใช้ภายในประเทศ และยังมีการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG เพิ่มขึ้นต่อเนื่องด้วย ดังนั้น จึงกระทบต้นทุนทั้งระบบเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นค่าขนส่ง ราคาอาหาร ต้นทุนภาคอุตสาหกรรม ต้นทุนภาคเกษตร SMEs แบกรับภาระหนักขึ้น ค่าครองชีพของประชาชนสูงขึ้น ท้ายที่สุดจึงกระทบกำลังซื้อ การจ้างงาน และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ
นายธนกร กล่าวต่อว่า สำหรับวงเงินประมาณ 200,000 ล้านบาทแรก ที่ใช้เพื่อการเยียวยาและลดภาระค่าครองชีพระยะสั้นนั้น เชื่อว่าสมาชิกส่วนใหญ่เข้าใจถึงความจำเป็น เพราะประชาชนจำนวนมากต้องเผชิญค่าครองชีพที่สูงขึ้น ดังนั้น การที่รัฐบาลเข้ามาช่วยลดภาระค่าครองชีพและประคับประคองกำลังซื้อในช่วงเวลานี้จึงเป็นเรื่องจำเป็น เพื่อไม่ให้ผลกระทบลุกลามไปยังเศรษฐกิจโดยรวม อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่มีการถกเถียงกันมากในวันนี้ คือ วงเงินอีกประมาณ 200,000 ล้านบาท สำหรับการลงทุนด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานและการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจนั้น หลายท่านตั้งคำถามว่า เหตุใดต้องรีบกู้เพื่อมาลงทุนเรื่องนี้ เหตุใดไม่ค่อย ๆ ลงทุนผ่านงบประมาณปกติ หรือเหตุใดไม่รอให้สถานการณ์เศรษฐกิจดีกว่านี้ก่อน ซึ่งตนเห็นว่าคำถามเหล่านี้รัฐบาลจำเป็นต้องอธิบายต่อสังคมอย่างตรงไปตรงมา
...
“ประเทศไทยไม่มีเวลามากนักแล้ว เพราะสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในโลกวันนี้ ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงาน แต่เป็นการแข่งขันเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหม่ของโลก วันนี้ ประเทศต่าง ๆ กำลังเร่งลงทุนมหาศาล เพื่อแย่งชิงอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพียงปีเดียว การลงทุนด้านพลังงานสะอาดทั่วโลกมีมูลค่ามากกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าการลงทุนในเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ สหรัฐอเมริกาออกกฎหมาย Inflation Reduction Act วงเงินกว่า 369,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อดึงดูดอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีแห่งอนาคต ส่วนจีนลงทุนด้านพลังงานสะอาด รถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ และเทคโนโลยีสีเขียวในระดับมหาศาล ขณะที่สหภาพยุโรปกำลังใช้มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและคาร์บอนเป็นเงื่อนไขทางการค้า สิ่งเหล่านี้กำลังสะท้อนว่า ต้นทุนพลังงาน พลังงานสะอาด และโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญของความสามารถในการแข่งขันของประเทศ” นายธนกร กล่าว
นายธนกร กล่าวอีกว่า IMF ยังประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะเติบโตเพียงประมาณ 1.5% และประมาณ 2.0% ในปี 2570 ซึ่งยังต่ำกว่าหลายประเทศในภูมิภาค สะท้อนว่าประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างจริงจัง วันนี้ประเทศคู่แข่งของไทยกำลังเร่งลงทุน นักลงทุนกำลังตัดสินใจเลือกฐานการผลิตใหม่ และห่วงโซ่อุปทานโลกกำลังเปลี่ยนแปลง หากประเทศไทยช้าเกินไป ต้นทุนที่ประเทศต้องจ่ายในอนาคตอาจสูงกว่าการลงทุนในวันนี้หลายเท่า ดังนั้น การลงทุนครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการใช้จ่าย แต่คือการลงทุนเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน และความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต อย่างไรก็ตาม ต้องดำเนินการภายใต้ 3 หลักการสำคัญ คือ ความโปร่งใส ความคุ้มค่า และต้องมีวินัยทางการคลัง โดยรัฐบาลต้องมีแผนบริหารหนี้ที่ชัดเจน เพื่อรักษาความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
“การกู้เงิน 4 แสนล้านบาทครั้งนี้ ถ้ารัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไม่กล้าตัดสินใจลงทุนเพื่อปกป้องอนาคตของประเทศ ความเสียหายในระยะยาวอาจรุนแรงยิ่งกว่า ดังนั้น ผมจึงเห็นว่า การกู้เงินครั้งนี้จำเป็นต่อการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ การดูแลประชาชน และการวางรากฐานอนาคตของประเทศไทย เหมือนในสมัย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่โครงการคนละครึ่งได้รับการตอบรับอย่างมาก ขณะที่โครงการไทยช่วยไทยพลัส ในรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ก็ได้รับเสียงชื่นชมเช่นกัน”