“สภาองค์กรของผู้บริโภค” แจง 8 เหตุผล จำเป็นต้องเดินหน้าฟ้อง “เฟซบุ๊ก" และแพลตฟอร์มออนไลน์ ที่ปล่อยให้มิจฉาชีพหลอกลวงประชาชนซ้ำซาก


เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 4 มิถุนายน 2569 ที่สำนักงานสภาองค์กรของผู้บริโภค น.ส.บุญยืน ศิริธรรม ประธานสภาองค์กรของผู้บริโภค พร้อม นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาองค์กรของผู้บริโภค แถลงข่าวถึง 8 เหตุผลที่ต้องเตรียมยื่นฟ้องเฟซบุ๊กและแพลตฟอร์มอื่น ๆ ที่ปล่อยให้มิจฉาชีพหลอกลวงผู้บริโภค ว่า เป็นเพราะปัจจุบันมีผู้เสียหายจากการถูกหลอกลวงทางการแพลตฟอร์มนี้มากขึ้นทุกวัน ส่งผลให้ทุกสถานีตำรวจต้องรับผิดชอบคดีอย่างน้อย 1,016 คดีต่อวัน ซึ่งถือว่าเกินภาระที่จะแบกรับได้ 


โดยก่อนหน้านี้สภาองค์กรของผู้บริโภค ได้เคยทำจดหมายไปถึง meta ด้วยตนเอง เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2567 เพื่อขอให้มีนโยบายห้ามซื้อขายสินค้าผ่านหน้าเพจโดยตรง และให้ลงทะเบียนผู้ค้าเพื่อที่จะเยียวยาผู้เสียหายได้ รวมถึงควรตั้งเป็นองค์กรนิติบุคคล จดทะเบียนเป็น data controller อย่างเป็นทางการ แต่ก็ไม่ได้รับการตอบรับจากทาง meta โดยตัวแทน meta ทำหนังสือชี้แจงว่า เฟซบุ๊กประกอบธุรกิจทำโฆษณาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ไม่ได้ทำธุรกิจ e-commerce 


น.ส.สารี กล่าวต่อว่า สภาองค์กรของผู้บริโภคต้องการให้เฟซบุ๊กจดทะเบียน e-commerce อย่างเป็นทางการ เพราะถึงแม้ทางบริษัทจะมีเครื่องมือ เช่น การบล็อก แต่ก็ยังไม่สามารถบล็อกเพจของมิจฉาชีพเหล่านั้นได้ รวมถึงเหตุผลสำคัญคือ

1.  หน้าฟีดของผู้ใช้งานไม่มีมาตรฐานความปลอดภัย เต็มไปด้วยมิจฉาชีพ และการพนันออนไลน์

2.  เต็มไปด้วยการซื้อขายของผิดกฎหมาย ยาและอาหารเสริมที่ไม่ผ่าน อย. รวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าอันตรายที่ไม่ได้รับการรับรอง

...

3.  อัลกอริทึมมีการจับพฤติกรรมของผู้ใช้งาน และป้อนโฆษณาหลอกลวงซ้ำๆ ทำให้เหยื่อถูกหลอกจนหมดตัว บางรายเป็นซึมเศร้า บางรายถึงขั้นจบชีวิตตัวเอง

4.  เฟซบุ๊กรับค่าโฆษณาจากมิจฉาชีพเหล่านี้โดยไร้การตรวจสอบ เท่ากับได้รับประโยชน์จากการหลอกลวงประชาชน

5.  เปิดช่องให้มีการปลอมแปลงบัญชี สวมรอยเป็นคนหรือแบรนด์ดังได้โดยไม่มีการตรวจสอบตัวตน ทำให้หาตัวผู้ร้ายไม่พบ

6.  เฟซบุ๊กเลี่ยงกฎหมายไทย โดยอ้างว่าเป็นแค่ตัวกลางและไม่ขอรับผิดชอบความเสียหายใด ๆ ทั้ง ๆ ที่เปิดให้มีการซื้อขายเต็มรูปแบบ และโอนรายได้ไปเสียภาษียังต่างประเทศ ทำให้ไทยเสียรายได้

7.  ไม่มีระบบคุ้มครองและชดเชยผู้ซื้อ ไม่มีระบบพักเงินไว้จนได้รับของจริง เมื่อมีการโกงเกิดขึ้น ก็เปิดช่องให้คนร้ายปิดบัญชีหนีโดยไม่มีการรับผิดชอบ

8.  เลือกปฏิบัติกับกฎหมายไทย เพราะในขณะที่เฟซบุ๊กยอมปฏิบัติตามกฎหมายในสหรัฐฯ ยุโรป ออสเตรเลียอย่างเข้มงวด แต่กลับปล่อยปละละเลยความปลอดภัยของคนไทยและประเทศอาเซียน


น.ส.สารี สรุปด้วยว่า อย่างน้อย ๆ เราหวังว่า ผู้ทำโฆษณาต้องยืนยันตัวตนได้ ดังนั้นจึงต้องร่วมมือจัดการเพื่อให้โซเชียลมีเดียมีความปลอดภัยกับทุก ๆ คน “ขอยืนยันว่าเราไม่ได้เรียกร้องอะไรมากมาย แต่นี่คือสิ่งที่แพลตฟอร์มต้องทำอยู่แล้ว” น.ส.สารี กล่าวและว่า สภาฯคาดหวังว่าจะชนะการฟ้องร้องครั้งนี้ โดยเตรียมจะเดินทางไปยื่นฟ้องเฟซบุ๊กและแพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 8 มิถุนายน 2569 เวลา 10.00 น. ณ ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพมหานคร ขอย้ำว่าสิ่งที่อยากเห็น ไม่ควรต้องรอให้การฟ้องร้องชนะก่อน แต่แพลตฟอร์มควรมีมาตรการป้องกันเรื่องเหล่านี้ ซึ่งเฟซบุ๊กสามารถทำได้ขณะนี้เลย

เช่นเดียวกับ น.ส.บุญยืน กล่าวเสริมว่า การฟ้องครั้งนี้ ถือว่าช้าไปเสียด้วยซ้ำ เพราะการหลอกลวงผ่านแพลตฟอร์มดังกล่าวเกิดขึ้นทุกวัน จึงจำเป็นที่ทุกคนต้องร่วมมือกันเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้บริโภค ไม่ควรปล่อยให้มีแพลตฟอร์มที่ปล่อยให้มิจฉาชีพหลอกลวงประชาชนมากว่า 10 ปีแล้ว