กกต.กทม. จัดกิจกรรมเลือกตั้งเชิงสมานฉันท์ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 - สก. กำชับยื่นบัญชีรายรับรายจ่ายแก่ กกต. ภายใน 90 วันนับแต่วันเลือกตั้ง เผยภาพรวมการหาเสียง ยังไม่พบร้องเรียน


วันที่ 4 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ผ่านมา น.ส.พัชรินทร์ รัตนวิภา ผู้ตรวจการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการการเลือกตั้งเชิงสมานฉันท์ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการฯ ถนนแจ้งวัฒนะ เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับกฎหมาย ระเบียบ หลักเกณฑ์ และแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯ กทม.) ส่งเสริมบรรยากาศการแข่งขันทางการเมืองที่สร้างสรรค์ ภายใต้หลักการเลือกตั้งที่เป็นไปโดยสุจริต โปร่งใส เป็นกลาง และเที่ยงธรรม 

รวมไปถึงการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายของผู้สมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งจะต้องยื่นบัญชีรายรับรายจ่ายแก่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ภายใน 90 วันนับแต่วันเลือกตั้ง โดยมีผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. และผู้สมัคร สก. ส่งตัวแทนเข้าร่วม อาทิ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครหมาย 9 นายพงษ์ศักดิ์ พัวพรพงษ์ ผู้สมัครหมาย 3 นายวีรพจน์ ลือประสิทธิ์สกุล หมายเลข 8 นายโอฬาร ตั้งตราตระกูล หมายเลข 15 นางสาวลลนา มงคลหัสดินทร์ หมายเลข 17 นายสมชัย เจริญวรเกียรติ หมายเลข 18 เป็นต้น 

...

ทางด้าน ว่าที่ ร.ต.สัมพันธ์ แสงคำเลิศ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า หลังจากปิดรับสมัคร ปัจจุบันอยู่ในช่วงของการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามในการสมัครรับเลือกตั้ง เพื่อที่จะประกาศรายชื่อเป็นทางการ ซึ่งมีกรอบระยะเวลา 7 วันนับแต่วันสมัครรับเลือกตั้ง ผู้สมัครก็เริ่มหาเสียงกันบ้างแล้ว แต่เรื่องของป้ายหาเสียงยังมีจำนวนไม่มาก คาดว่าอยู่ระหว่างการดำเนินการจัดทำ ตอนนี้ทุกคนดำเนินการอยู่ในกฎกติกา ยังไม่มีผู้ใดที่มีการร้องเรียนเรื่องการทุจริตการเลือกตั้ง หรือไม่ปฏิบัติตามระเบียบเกี่ยวกับการเลือกตั้งเข้ามา

โดยวันนี้ เน้นให้ความรู้กับผู้สมัครรับเลือกตั้งว่าสิ่งใดทำได้และสิ่งใดทำไม่ได้ โดยเฉพาะในมาตรา 65 คือการเสนอให้ สัญญาจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด อันอาจคำนวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใด ไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม การจัดมหรสพรื่นเริง หรือจัดเลี้ยงผู้ใด การหลอกลวง จูงใจใส่ร้าย บังคับขู่เข็ญ หรือให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครรับเลือกตั้ง

ในส่วนของการติดตามการหาเสียงของผู้สมัครนั้น ผอ.กกต.กทม. กล่าวว่า จะมีผู้ตรวจการเลือกตั้งไปลงพื้นที่ รวมถึงสังเกตการณ์ในส่วนของการดำเนินการและการจัดการเลือกตั้งของเจ้าหน้าที่ ว่าดำเนินการถูกต้องตามระเบียบหรือไม่ รวมถึงสังเกตการณ์การหาเสียงของผู้สมัครรับเลือกตั้งด้วย ในขณะนี้ได้มีการแต่งตั้งชุดเคลื่อนที่เร็วจำนวน 50 ชุด ใน 50 เขตเลือกตั้ง หากมีการร้องเรียนหรือมีการแจ้งเบาะแส เราก็จะแจ้งไปยังชุดเคลื่อนที่เร็วทั้งหมดเพื่อเข้าพื้นที่อย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับการเลือกตั้งสส. ที่ผ่านมา

เมื่อถามว่า ขณะนี้มีการกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่ กทม. วางตัวไม่เป็นกลาง จะดำเนินการตรวจสอบอย่างไร ว่าที่ ร.ต.สัมพันธ์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานว่าเจ้าหน้าที่วางตัวไม่เป็นกลางอย่างไร ซึ่งจะต้องมีการระบุพฤติการณ์ แต่ขณะนี้ยังไม่ได้รับแจ้ง หากมีการร้องเรียนก็จะต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งตามกฎหมายระบุว่าห้ามเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้ตำแหน่งหน้าที่อันเป็นคุณเป็นโทษแก่ผู้สมัครรับเลือกตั้ง

เมื่อถามอีกว่า พรรคเศรษฐกิจจะมีการเปิดเผยข้อมูลการซื้อขายตำแหน่ง ผอ.เขตนั้น ทาง กกต.กทม. จะมีการติดตามเป็นพิเศษหรือไม่ ว่าที่ ร.ต.สัมพันธ์ ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่ทราบข้อเท็จจริงว่าเกี่ยวข้องกับกระบวนการเลือกตั้งหรือไม่ ซึ่งพฤติการณ์ความผิดจะต้องเกี่ยวกับการเลือกตั้งเท่านั้น โดยตามกฎหมายกำหนดว่าห้ามผู้สมัครหรือผู้ใดใส่ร้ายหรือบังคับขู่เข็ญให้เข้าใจผิดเกี่ยวกับคะแนนนิยมของผู้สมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งยังไม่ทราบว่าจะมีความเกี่ยวข้องหรือไม่ จะเป็นการใส่ร้ายหาเสียงเลือกตั้งหรือไม่ ย้ำว่าจะต้องดูองค์ประกอบว่าเป็นการใส่ร้ายในการหาเสียงเลือกตั้งหรือไม่

เมื่อถามย้ำว่า การออกมาเปิดเผยเรื่องการซื้อขายตำแหน่ง จะทำให้ผู้สมัครได้เปรียบเสียเปรียบหรือไม่ ว่าที่ ร.ต.สัมพันธ์ เผยว่า กกต.กทม. ยังไม่ทราบข้อเท็จจริงทั้งหมด แต่วันนี้จัดโครงการเลือกตั้งเชิงสมานฉันท์ เชิญผู้สมัครมาอธิบายกติกา ว่าอะไรทำได้หรือทำไม่ได้ และสิ่งที่ผู้สมัครต้องทำภายใน 90 วันหลังการเลือกตั้ง ส่วนพฤติการณ์ที่ผู้สมัครจะไปดำเนินการใดๆ นั้น กกต. จะดำเนินการได้ก็ต่อเมื่อมีการร้องเรียนเรื่องการดำเนินการเลือกตั้ง แล้วต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานที่ปรากฏ ซึ่งวันนี้เราพยายามบอกกฎกติกา เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างเท่าเทียมกัน

ส่วนเรื่องการจัดเวทีดีเบตให้กับผู้สมัครอิสระในการหาเสียง กกต.กทม. ไม่มีนโยบายในการจัดเวทีปราศรัยให้กับผู้สมัครรับเลือกตั้ง เป็นหน้าที่ของผู้สมัครดำเนินการเอง แต่การจัดเวทีปราศรัยจะต้องแจ้ง กกต.กทม. ก่อนดำเนินการ

สำหรับกรณีที่สื่อมวลชนเชิญผู้สมัครที่มีแนวโน้มที่จะได้รับการเลือกตั้ง มากกว่าผู้สมัครอิสระ จะเกิดการได้เปรียบเสียเปรียบอย่างไร ว่าที่ ร.ต.สัมพันธ์ ระบุว่า กฎหมายการเลือกตั้งไม่ได้ห้ามเอกชน แต่หากมีค่าใช้จ่าย ผู้สมัครรับเลือกตั้งจะต้องยื่นบัญชีภายใน 90 วัน โดยต้องดูว่าแต่ละสถานีที่เชิญมีค่าใช้จ่ายเกิน 5,000 บาท หรือไม่ ซึ่งจะต้องนำมาคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายในการหาเสียง ย้ำว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐจะต้องวางตัวเป็นกลางทางการเมือง ไม่ใช้ตำแหน่งหน้าที่อันเป็นคุณเป็นโทษต่อผู้สมัคร

“สื่อมวลชนที่เชิญผู้สมัครจะต้องพึงระมัดระวังเอง อะไรที่จะทำให้เกิดเป็นข้อพิพาทได้ ก็ต้องรับผิดชอบตัวเอง ซึ่งหากมีข้อร้องเรียน กกต.กทม. จะต้องเข้าไปตรวจสอบว่าเป็นพฤติการณ์เช่นนั้นหรือไม่ ซึ่งจะต้องดูเป็นกรณีไป โดยการเชิญมีความเท่าเทียมหรือไม่ ขึ้นอยู่กับแต่ละสถานีในการดำเนินการ เราไม่มีข้อกำหนดในการไปสั่งห้าม เพราะไม่ได้จัดโดยหน่วยงานของรัฐ”

สำหรับอินฟลูเอนเซอร์ที่สนับสนุนผู้สมัคร จะต้องคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายหรือไม่ ว่าที่ ร.ต.สัมพันธ์ กล่าวว่า ระเบียบว่าด้วยวิธีการหาเสียง ระบุชัดเจนว่า กรณีบุคคลที่ไม่ใช่ผู้สมัครช่วยเหลือในการหาเสียงเลือกตั้ง หากมีค่าใช้จ่ายเกิน 5,000 บาทจะต้องแจ้งต่อ กกต. ให้ทราบ หากอินฟลูเอนเซอร์บอกว่าไม่มีค่าใช้จ่ายก็เป็นไปตามข้อเท็จจริง ส่วนเรื่องของการติดตั้งป้ายหาเสียงนั้น ระเบียบ หากติดป้ายหรือประกาศไม่เป็นไปตามประกาศที่ กกต.กทม. กำหนด ก็จะมีการแจ้งให้ผู้สมัครดำเนินการแก้ไข หากไม่แก้ไขให้ถูกต้อง ก็จะต้องไปทำลายป้ายหาเสียง หากมีค่าใช้จ่ายก็จะแจ้งให้กับผู้สมัครให้เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีเรื่องร้องเรียนในการติดป้ายหาเสียง

สำหรับกรณีที่มีผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. เชิญชวนให้ประชาชนที่ถ่ายรูปคู่ ติดข้อความ ติดแฮชแท็กชื่อ และแคมเปญหาเสียง เข้าข่ายเป็นการช่วยหาเสียงหรือไม่ ว่าที่ ร.ต.สัมพันธ์ กล่าวว่า การที่จะไปแท็กหรือหาเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ ก็จะเข้าข่ายหาเสียงผ่านอิเล็กทรอนิกส์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งจะต้องแจ้งชื่อบัญชีผู้ใช้งาน ส่วนการติดแฮชแท็กหรือไม่นั้น จะต้องดูเป็นกรณีว่าเป็นข้อมูลของผู้สมัครหรือไม่ บางทีหากแชร์ไปผู้สมัครไม่รู้เรื่อง ก็ไม่เข้าข่ายลักษณะการหาเสียงตามระเบียบหาเสียงผ่านอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้สมัครจะต้องแจ้งบัญชีผู้ใช้งาน

ดังนั้น หากผู้สมัครมีการรณรงค์ให้มีการติดแฮชแท็ก ก็ต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงว่าเป็นอย่างไร เข้าข่ายการหาเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์หรือไม่