“ชัชชาติ” ชูนโยบายระบายน้ำ กทม. หลังฝนตกหนักสะท้อนจุดเสี่ยงที่ต้องแก้ต่อ เตรียมขยายท่อรองรับฝนจาก 60 มม. เป็น 80 มม. เพิ่ม Floor drain เร่งระบายน้ำ และขุดลอกตามความจำเป็นเพื่อใช้งบประมาณคุ้มค่า
วันที่ 2 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. เบอร์ 9 พร้อม วิศณุ ทรัพย์สมพล อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้สัมภาษณ์ระหว่างลงพื้นที่หาเสียงที่เซ็นทรัลพระราม 9 ถึงแนวทางแก้ปัญหาน้ำท่วมของกรุงเทพมหานครจากกรณีฝนตกหนักในพื้นที่ปทุมวัน ปริมาณฝนประมาณ 90 มิลลิเมตรในช่วงเวลาสั้นๆ เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม ที่ผ่านมา
นายชัชชาติ กล่าวถึงสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดน้ำท่วมขังในครั้งนี้ว่า ปัจจัยแรกเกิดจากสภาพอากาศที่มีลักษณะเป็น “Rain Bomb” โดยมีฝนตกหนักในพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นใน (เขตปทุมวัน) สูงถึงประมาณ 90 มิลลิเมตร ในช่วงเวลาสั้นๆ ซึ่งเกินกว่าขีดความสามารถของท่อระบายน้ำเดิมในหลายจุดที่รองรับน้ำฝนได้เพียงประมาณ 60 มิลลิเมตรเท่านั้น
นอกจากนี้ ปัจจัยด้านกายภาพของพื้นที่ก็มีส่วนสำคัญ โดยจุดที่มีน้ำท่วมขังหลักอยู่บริเวณถนนบรรทัดทองตัดกับถนนพญาไท ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้ม เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่ากรุงเทพฯ ยังมีจุดเสี่ยงย่อยที่ต้องแก้ไขต่อไป ทั้งคอขวดของท่อระบายน้ำ ช่องรับน้ำจากผิวถนน และขยะที่อุดตันบริเวณหน้าตะแกรง โดยบางพื้นที่อาจต้องพิจารณาขยายท่อระบายน้ำ
“ท่อเดิมหลายจุดรองรับน้ำฝนได้ประมาณ 60 มิลลิเมตร แต่ในจุดที่มีการปรับปรุงใหม่ จะพยายามเพิ่มศักยภาพให้รองรับฝนได้ประมาณ 80 มิลลิเมตร” ชัชชาติกล่าว
...
ขณะที่ นายวิศณุ ทรัพย์สมพล อดีตรองผู้ว่าฯ กทม. ระบุว่า การแก้น้ำท่วมต้องมองทั้งระบบ ไม่ใช่แก้เฉพาะการขยายท่อ แต่ต้องดูตั้งแต่จุดรับน้ำบนผิวถนน การเพิ่มช่องรับน้ำ การขุดลอกท่อ การดูแลขยะหน้าตะแกรง ไปจนถึงการแก้จุดคอขวดในพื้นที่ที่มีปัญหาซ้ำซาก
นายชัชชาติกล่าวเสริมประเด็นนี้ว่า การขยายท่อเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะหากช่องรับน้ำจากผิวถนนลงสู่ท่อมีไม่เพียงพอ น้ำก็ยังระบายลงท่อได้ช้า จึงต้องเพิ่มจุดรับน้ำ หรือ Floor drain เป็นที่รับน้ำอยู่ข้าง ๆ ถนน ทำให้น้ำระบายออกจากผิวจราจรลงท่อได้เร็วขึ้นตลอด 4 ปีที่ผ่านมา กทม. ขุดลอกท่อไปแล้วมากกว่า 15,000 กิโลเมตร ขณะที่ปัจจุบันกรุงเทพฯ มีท่อระบายน้ำประมาณ 6,900 กิโลเมตร เพิ่มขึ้นจากช่วงเริ่มต้นที่มีประมาณ 6,400 กิโลเมตร
ทั้งนี้ การขุดลอกต้องพิจารณาตามความจำเป็นของแต่ละพื้นที่ ไม่ใช่ลอกทุกท่อทุกปีเหมือนกันทั้งหมด พื้นที่ที่มีชุมชนหนาแน่น ร้านค้า หรือมีไขมันและขยะสะสมมาก เช่น ดินแดงและห้วยขวาง อาจต้องลอกปีละ 2-3 ครั้ง ขณะที่บางพื้นที่ที่ไม่มีชุมชนหนาแน่น อาจไม่จำเป็นต้องลอกบ่อย เพื่อให้ใช้งบประมาณอย่างเหมาะสม
“ผมว่าเหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เห็นจุดอ่อนของระบบระบายน้ำเมือง ต้องแก้ไขต่อเนื่อง ทั้งการขยายท่อในจุดจำเป็น การเพิ่มช่องรับน้ำ การขุดลอกตามพื้นที่เสี่ยง และการจัดการขยะหน้าตะแกรง เพื่อให้กรุงเทพฯ รับมือฝนหนักได้ดีขึ้นในอนาคต” ชัชชาติกล่าวทิ้งท้าย