ครม. เห็นชอบรายละเอียดงบประมาณปี 2570 วงเงิน 3.78 ล้านล้าน ให้ท้องถิ่น 3.9 แสนล้าน พร้อมเดินหน้านโยบายรับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศ แต่งตั้งกองทุนความสูญเสียและความเสียหายจากสภาพภูมิอากาศ


วันที่ 2 มิถุนายน 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบรายละเอียดงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ของหน่วยรับงบประมาณ ตามที่สำนักงบประมาณเสนอ โดยมุ่งให้ความสำคัญกับนโยบายรัฐบาล การบรรลุเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทฯ และแผนพัฒนาต่างๆ ที่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน มากไปกว่านั้น ยังคำนึงถึงความจำเป็น ความพร้อม ความคุ้มค่า ขีดความสามารถในการใช้จ่ายงบประมาณ สถานะด้านการคลัง เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และความเป็นธรรมทางสังคม ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

1) วงเงินและโครงสร้างงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ของหน่วยรับงบประมาณ  จำนวน 3,788,000 ล้านบาท ประกอบด้วย 

  • รายจ่ายประจำ จำนวน  2,786,367.1363 ล้านบาท 
  • รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง จำนวน 71,038.0403 ล้านบาท 
  • รายจ่ายลงทุน จำนวน 789,171.5383 ล้านบาท 
  • รายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ จำนวน 151,520 ล้านบาท 

2) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 จำนวน 3,788,000 ล้านบาท สามารถจำแนกเป็นมิติต่างๆ  ประกอบด้วย  

  •  8 กลุ่มงบประมาณ  ได้แก่ งบประมาณรายจ่ายงบกลาง (จำนวน 12 รายการ)  งบประมาณรายจ่ายของหน่วยรับงบประมาณ   งบประมาณรายจ่ายบูรณาการ  งบประมาณรายจ่ายบุคลากร  งบประมาณรายจ่ายสำหรับทุนหมุนเวียน  งบประมาณรายจ่ายเพื่อการชำระหนี้ภาครัฐ  งบประมาณรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง และงบประมาณรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินทุนสำรองจ่าย 
  • 5 นโยบายรัฐบาล (จำนวน 1,503,088.7746 ล้านบาท)  ได้แก่  ด้านเศรษฐกิจ  ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง  ด้านสังคม ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม   ด้านการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปกฎหมาย
  • 6 ยุทธศาสตร์  ได้แก่  ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง  ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน ยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม  ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และยุทธศาสตร์ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบ  ประกอบด้วย การบริหารจัดการภาครัฐและรายการดำเนินการภาครัฐ  

...

3) จัดสรรงบประมาณรายจ่ายให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  จำนวน 394,966.5942 ล้านบาท

รัฐบาลเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายรับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

ทางด้าน นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเพิ่มศักยภาพของประเทศไทยในการรับมือผลกระทบจากภาวะโลกร้อน พร้อมยกระดับการเข้าถึงแหล่งเงินทุนระหว่างประเทศสำหรับการแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

รองโฆษกรัฐบาล กล่าวต่อไปว่า ครม. ได้พิจารณาเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ ให้กำหนดชื่อกองทุน Fund for responding to Loss and Damage (FRLD) เป็นภาษาไทยว่า “กองทุนจัดการความสูญเสียและความเสียหายจากสภาพภูมิอากาศ” หรือ “กองทุน FRLD” พร้อมแต่งตั้งกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นหน่วยงานประสานหลักของประเทศไทย (National Authority/National Focal Point)

นอกจากนี้ ยังเห็นชอบให้แต่งตั้ง อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นผู้มีอำนาจ (Designated Authority) ลงนามรับรองโครงการหรือคำร้องขอรับการสนับสนุนจากกองทุน FRLD รวมถึงกองทุนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอื่นๆ เพื่อให้การดำเนินงานมีความคล่องตัว สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของกองทุนระหว่างประเทศ และช่วยให้ประเทศไทยสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ รัฐบาลยังได้เห็นชอบทบทวนมติ ครม.เดิม เกี่ยวกับกองทุนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้แก่ กองทุนด้านการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Adaptation Fund : AF) และกองทุนภูมิอากาศสีเขียว (Green Climate Fund : GCF) โดยเปลี่ยนผู้มีอำนาจลงนามจาก “ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม” เป็น “อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม” เพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของกองทุนระหว่างประเทศและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ

นางสาวลลิดา เผยต่อไปว่า กองทุน FRLD เป็นกลไกทางการเงินภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาซึ่งได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติและความสูญเสียจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยปัจจุบันมีประเทศพัฒนาแล้วร่วมระดมทุนแล้วกว่า 731 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเตรียมเปิดรับข้อเสนอโครงการรอบแรกในช่วงวันที่ 15 ธันวาคม 2568 - 15 มิถุนายน 2569

สำหรับประเทศไทย การแต่งตั้งหน่วยงานประสานหลักและผู้มีอำนาจลงนามอย่างเป็นทางการ จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถเสนอขอรับการสนับสนุนโครงการด้านการบริหารจัดการภัยพิบัติ การฟื้นฟูพื้นที่ได้รับผลกระทบ การบริหารจัดการน้ำ การปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในทุกมิติ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชน พร้อมเดินหน้าประสานความร่วมมือกับประชาคมโลก เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเข้าถึงแหล่งทุน เทคโนโลยี และองค์ความรู้ที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน และสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประชาชนในระยะยาวต่อไป.