“เอกนิติ” ลุยตลาดสดธนบุรี ทดลองใช้ “ไทยช่วยไทย พลัส” วันแรก บอกใช้ง่ายมาก ไม่ขัดข้องฝ่ายค้านจ่อตั้ง กมธ. ตรวจสอบการใช้งบฯ จ่อเสนอ ครม.พรุ่งนี้ ทบทวนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
วันที่ 1 มิถุนายน 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อม นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ลงพื้นที่ตลาดสดธนบุรี ดูความพร้อมของร้านค้าและการใช้สิทธิของประชาชน “โครงการไทยช่วยไทย พลัส” ซึ่งเริ่มให้ประชาชนและร้านค้าได้ใช้สิทธิเป็นวันแรกตั้งแต่ 06.00 น. ที่ผ่านมา ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนเข้ามาสอบถามและต้องการให้เพิ่มวงเงินใช้จ่ายแต่ละวัน เนื่องจากมองว่าวันละ 333 บาท อาจจะน้อยไป รวมถึงอยากให้เพิ่มจากเดือนละ 1,000 บาท เป็น 1,500 บาท โดยนายเอกนิติ อธิบายว่าโครงการนี้รัฐต้องการช่วยค่าครองชีพของประชาชนจากผลกระทบการสู้รบในตะวันออกกลาง ซึ่งพบว่าสินค้ามีการปรับราคาที่สูงขึ้น
ขณะเดียวกัน นายเอกนิติ ยังได้พูดคุยกับผู้ประกอบการร้านค้า ทดลองสแกนใช้จ่ายโครงการ โดยเลือกซื้อมะพร้าวถอดเสื้อราคา 60 บาท โดยสแกนจ่ายในราคา 24 บาท พร้อมระบุว่า “ใช้ง่ายมากเลย” ก่อนที่จะแนะนำให้ใช้แอปพลิเคชัน “นกกระซิบ” เพื่อวิเคราะห์ยอดขาย จะได้รู้ว่าช่วงเวลาใดมีลูกค้าเยอะ และช่วงใดที่ลูกค้าน้อย จะได้ทำให้พ่อค้าแม่ค้ามีช่วงเวลาในการพัก ทั้งยังแนะนำว่าสามารถนำยอดขายไปประกอบการยื่นกู้สินเชื่อกับทางธนาคารได้ ซึ่งจะมีการสรุปยอดในทุกวัน นอกจากนี้ ยังพูดคุยกับร้านขายข้าวสาร อาหารทะเลแห้ง ร้านขายผักสดและร้านผลไม้ ซึ่งพบว่ามีประชาชนมาใช้บริการตั้งแต่ช่วงเช้าตั้งแต่เริ่มเปิดโครงการ
...
นายเอกนิติ กล่าวต่อไปว่า วันนี้ได้มาสำรวจตลาดจากการที่เปิดใช้โครงการไทยช่วยไทย พลัส วันแรก ตนดีใจที่เห็นคนมาใช้ไทยช่วยไทย พลัส โดยตนเป็นตัวแทนของกระทรวงการคลัง ร่วมกับธนาคารกรุงไทย ที่เป็นคนทำระบบเบื้องหลัง ที่มาดูเพราะอยากคุยกับพ่อค้าแม่ค้า ถือว่าโครงการดังกล่าวช่วยลดค่าครองชีพเขาจริง เพราะทุกรายการที่ซื้อรัฐช่วยจ่าย 60% และประชาชนจ่าย 40% ช่วยให้ค่าครองชีพถูกลง ซึ่งเป็นผลมาจากการเกิดสงครามที่เป็นวิกฤติที่เกิดขึ้นทั่วโลก ทำให้ของเริ่มแพงขึ้น
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า ตนเองได้สอบถามชาวบ้านพ่อค้าแม่ค้าว่าระบบเป็นอย่างไร ใช้ยากหรือไม่ ซึ่งเขาก็บอกว่าง่ายมาก และได้ลองใช้เองว่าเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งผู้ซื้อง่าย ผู้ขายก็สะดวก ซึ่งตนได้แนะนำผู้ขายให้ใช้ “นกกระซิบ” ที่เป็น AI ในการวิเคราะห์ข้อมูลการขายและยอดขายว่าขายดีหรือไม่ สินค้าชนิดใดขายดี ราคาขายเฉลี่ยเท่าไร และ AI นกกระซิบจะสรุปยอดขายทุกวัน และสามารถนำไปขอสินเชื่อที่ธนาคารได้เลย โดยเฉพาะธนาคารของรัฐ เพื่อช่วยให้ไปกู้นอกระบบ อยากให้พ่อค้าแม่ค้าวิเคราะห์และเข้าใจต้นทุนของสินค้าที่ซื้อมาด้วย ซึ่งขณะนี้มีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ 26,005,000 คน ที่เข้าโครงการนี้ จะช่วยทำให้เขาลดค่าครองชีพได้
ขณะที่การใช้จ่ายในวันนี้มีร้านค้าทั้งหมด 1,050,000 ร้านค้า โดยเป็นส่วนเดิมของคนที่เคยเข้าโครงการคนละครึ่ง และมากดยืนยันรับสิทธิเข้าโครงการไทยช่วยไทย พลัส โดยยังเปิดรับเรื่อยๆ พ่อค้าแม่ค้าที่ไม่ได้เข้าก็อยากแนะนำให้เข้าโครงการ เพราะยังเปิดรับตลอดจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคมนี้
ส่วนกรณีที่ฝ่ายค้านตั้งกรรมาธิการตรวจสอบการใช้งบจากพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 หรือ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท และใช้งบในโครงการต่างๆ ขัดข้องหรือไม่ นายเอกนิติ ตอบว่า ไม่เลย โครงการไทยช่วยไทย พลัส และโครงการอื่นๆ ที่เราใช้ ตนเน้นเรื่องความโปร่งใส เรายินดีที่จะถูกตรวจสอบ และการที่เราให้โครงการไทยช่วยไทย พลัส โดยใช้แอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” และ “ถุงเงิน” เม็ดเงินถูกจ่ายเข้าประชาชน 100% เพราะนำดิจิทัลมาใช้ พร้อมย้ำว่าวันนี้ผลพลอยได้คือพ่อค้าแม่ค้าที่ได้ใช้ระบบดิจิทัลในส่วนนี้ด้วย
ส่วนสิทธิที่ค้างอยู่ 3,000,000 ล้านสิทธิ เงินส่วนนี้จะโยกไปใช้บริหารจัดการในโครงการรัฐด้านใดบ้าง นายเอกนิติ ระบุว่า วงเงินที่เหลือสามารถนำไปใช้โครงการอื่นที่ใช้เยียวยาประชาชน ช่วยลดความเดือดร้อน เพราะโครงการทั้งหมดที่รัฐบาลทำ เราต้องการช่วยชาวบ้าน วันนี้เกิดวิกฤติสงครามตะวันออกกลางซึ่งยังไม่จบ สินค้าก็อาจจะยังแพงขึ้น เราต้องการแก้วิกฤติปากท้องของพี่น้องประชาชน ก็ดีใจที่เจอกับพ่อค้าแม่ค้าที่ซื้อของและช่วยลดค่าครองชีพได้จริง
สำหรับกลุ่มผู้ที่ไม่มีสมาร์ทโฟนจะช่วยกลุ่มนี้อย่างไร นายเอกนิติ กล่าวว่า โครงการไทยช่วยไทย พลัส วันนี้ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ บุคคลที่ไม่มีสมาร์ทโฟนหรือรายได้น้อย ใช้ผ่านบัตรสวัสดิการ ซึ่งวันนี้มี 13.2 ล้านคน ซึ่งกลุ่มคนไม่มีสมาร์ทโฟนน่าจะอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย และวันพรุ่งนี้ (2 มิถุนายน 2569) จะเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยมีการเปิดให้ตรวจสอบสิทธิใหม่ โดยร่วมกับกระทรวงมหาดไทยในการตรวจสอบสิทธิ ดังนั้น ใครที่ไม่มีสมาร์ทโฟน เข้าใจว่าน่าจะเป็นคนที่มีรายได้น้อยกลุ่มคนเหล่านี้ และเปิดให้ลงทะเบียนภายใน 2 เดือน โดยจะเริ่มต้นในวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ให้สามารถเข้าสู่บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ส่วนเงื่อนไขจะเปลี่ยนไปอย่างไรบ้างนั้น ขอให้รอเข้าสู่ที่ประชุม ครม. ในวันพรุ่งนี้
เมื่อถามย้ำว่าหากไม่มีสมาร์ทโฟนและไม่ได้เข้าข่ายอยู่ในกลุ่มที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะต้องทำอย่างไร นายเอกนิติ เผยว่า ให้ติดต่อที่กระทรวงมหาดไทยได้เลย ก่อนกล่าวต่อไปว่า ผู้ที่มีสิทธิไม่จำเป็นต้องใช้วันแรก ใช้เมื่อไรก็ได้ เราไม่ตัดสิทธิ แต่ใช้ได้เพียงเดือนละ 1,000 บาท และที่ให้ใช้วันละ 200 บาท จบเดือนแล้วจบเลยไม่สามารถสมทบได้ เพราะจุดประสงค์ไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ต้องการช่วยลดค่าครองชีพ ย้ำว่าโครงการนี้ไม่ได้คำนึงถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจเท่าไร เพราะจุดประสงค์คือการแก้วิกฤติปากท้องของประชาชน
นอกจากนี้ นายเอกนิติ ยังกล่าวทิ้งท้ายว่า ขอบคุณประชาชนที่ให้ความสนใจโครงการไทยช่วยไทย พลัส และสิทธิต่างๆ ที่เราเตรียมไว้ก็เชื่อว่าเพียงพอสำหรับประชาชน เพราะครั้งนี้เห็นว่าทุกคนไม่ต้องมาแย่งกัน เพราะเราพูดคุยกับปลัดกระทรวงการคลังแล้วว่า จะมีการเตรียมสิทธิให้เพียงพอ เพราะต้องการช่วยเหลือคน ดังนั้น จะเห็นว่าคนที่เข้ามาก็เพียงพอสิทธิที่เหลืออยู่ เราก็จะไปใช้ช่วยคนในโอกาสอื่น และยินดีที่ร้านค้าเข้ามาค่อนข้างมากกว่า 1,000,000 ร้านค้า และยังเปิดอีกทั่วประเทศ จึงอยากเชิญชวนให้ร้านค้าพ่อค้าแม่ค้าต่างๆ ในตลาดโดยเฉพาะรายย่อย คนที่ยังไม่ได้สมัคร ให้ไปสมัครและไปติดต่อธนาคารกรุงไทย สำหรับประชาชนให้ไปติดต่อที่กระทรวงมหาดไทย ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ และยังสามารถเปิดรับคนที่ยังไม่เคยเข้าโครงการไทยช่วยไทย พลัส สามารถเข้ามาสมัครได้จนถึงวันที่ 31 กรกฎาคมนี้
ขณะที่ นายผยง กล่าวถึงยอดการใช้จ่ายโครงการไทยช่วยไทย พลัส วันแรก ตั้งแต่เวลา 06.00-09.00 น. ว่า มีการใช้จ่ายไปแล้วประมาณ 170,000,000 บาท โดยมีผู้ใช้จ่ายเกือบ 900,000 คน และมียอดซื้อขายแล้ว 1.1 ล้านรายการ โดยมีจำนวนกว่า 220,000 ร้านค้า และขณะนี้ได้เปิดระบบให้มีการทำธุรกรรมสูงสุด 300,000 ครั้งต่อวินาที เพื่อเตรียมรองรับในวันแรก และตามปกติช่วงที่มีโครงการวันจันทร์-อังคาร จะมีประชาชนเข้ามาใช้มากที่สุดประมาณ 16.00 น.