ปลุกพลังประชาชนสกัดระบอบสีน้ำเงินกินรวบประเทศ “พริษฐ์” ยัน ปชน. เขียนชัด จัดทำ รธน.ฉบับใหม่ ต้องไม่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง แง้มหั่นทิ้งวุฒิสภา ขู่ กกต. ระวังเป่าคดีฮั้วเลือก สว.


วันที่ 31 พฤษภาคม 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน และประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคการเมืองฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (ประธานวิปฝ่ายค้าน) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา เตรียมล่ารายชื่อสมาชิกรัฐสภา 140 คน เพื่อยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ปมที่มาของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ว่า มีการคุยกันมาตลอด โดยแยกเป็น 2 ประเด็น คือ 

1. คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ 18/2568 สร้างปัญหาจริง ที่ระบุว่ารัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือก สสร. ได้โดยตรง ต้องย้ำว่าเป็นคำวินิจฉัยที่พรรคประชาชน (ปชน.) ไม่เห็นด้วยในเชิงหลักการ เพราะขัดต่อหลักการประชาธิปไตย และขัดต่อคำวินิจฉัยปี 2564 ที่ระบุว่าประชาชนมีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ แต่เมื่อคำวินิจฉัยออกมาแล้วจึงสร้างข้อจำกัดไม่ให้ประชาชนเลือก สสร. โดยตรง ตอนนี้สมาชิกรัฐสภาแต่ละคนตีความแตกต่างกันออกไป พรรคประชาชนจึงรับรู้ถึงความตั้งใจของ นายนรเศรษฐ์ เห็นด้วยว่าสามารถใช้ช่องทางนี้หารือได้ ส่วนผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรต้องลองดู ต้องบอกว่าในส่วนของสภาฯ มีความพยายามขยับตรงนี้เหมือนกัน แต่เมื่อนายนรเศรษฐ์ ได้เดินหน้าไปแล้ว ดังนั้นถือว่าน่าจะคืบหน้าได้มากที่สุด

2. สมมติสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ต้องดูว่าสอดคล้องกับ 3 หลักการของพรรคประชาชนหรือไม่ คือ (1) สนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยมี สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน (2) ป้องกันการผูกขาด-กินรวบโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และ (3) ไม่เพิ่มอำนาจหรือเงื่อนไขพิเศษให้ สว. ชี้ขาดเนื้อหารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถ้าสอดคล้องพร้อมลงชื่อให้ 

...

เมื่อถามถึงกรณีที่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ชี้ให้เห็นถึงระบอบสีน้ำเงิน เพื่อปลุกสังคมให้บีบสมาชิกรัฐสภาแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 นำไปสู่การมี สสร. ได้ นายพริษฐ์ ตอบว่า พรรคประชาชนมีเป้าหมาย มีระบบการเมืองที่ดี ยึดโยงประชาชน และกลไกตรวจสอบทำงานได้ พรรคประชาชนจึงชี้ให้สังคมเห็นชัดเจนว่า ประเทศกำลังเผชิญกับปัญหากลุ่มการเมืองหนึ่งที่พยายามจะกินรวบและเข้ามาควบคุมทุกสถาบัน ตั้งแต่รัฐบาล รัฐสภา และองค์กรอิสระ จึงเป็นหน้าที่ที่ต้องชี้ให้สังคมได้เห็น และถ้าต้องการหลุดจากปัญหานี้ได้ สิ่งสำคัญต้องการแรงสนับสนุนจากประชาชนว่าเราต้องการเดินหน้าสู่ทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยต้องเดินหน้าที่ไม่ออกแบบกระบวนการให้ยังคงผูกขาดโดยกลุ่มการเมืองกลุ่มนี้อยู่ ดังนั้นจึงต้องชี้ให้สังคมเห็นถึงปัญหา และทางออกปัญหานี้ต้องมีประชาชนร่วมสนับสนุน

ทางด้านคำถามว่าต้องเคลื่อนไหวทั้งในสภาฯ และนอกสภาฯ ควบคู่กันไป เพื่อปลุกประชาชนมาล้อมรัฐสภาหรือกดดันสมาชิกรัฐสภาต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 เพื่อมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ภายใต้กติกาที่เป็นธรรม นายพริษฐ์ ตอบว่า อย่าเรียกว่ามาล้อมรัฐสภาเลย แม้กระทั่งองค์กรอิสระอื่นๆ ด้วยเหมือนกัน เช่น เดือนมิถุนายน คดีฮั้ว สว. ทาง กกต. ตัดสินส่งศาลหรือไม่ ภายใต้กลไกที่ประชาชนเข้าชื่อตรวจสอบ เพื่อถอดถอน กกต. ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ไม่มี ดังนั้นถ้าเห็นว่า กกต. จะเป่าคดีที่เข้าข่ายเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หากประชาชนออกมาเรียกร้องก็เป็นแรงกดดันทำให้ กกต. ต้องคำนึงถึงสายตาของประชาชนที่เฝ้ามองการทำงานของ กกต. อยู่ 

ส่วนคำถามถึงจุดยืนพรรคประชาชน ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด 1 และหมวด 2 เป็นอย่างไร นายพริษฐ์ ระบุว่า ประชาชนกังวลใจว่าการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรูปแบบรัฐหรือระบอบการปกครองหรือไม่ เราจึงเขียนชัดไปเลยว่า “การจัดทำฉบับใหม่จะต้องไม่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรูปแบบรัฐหรือระบอบการปกครอง” แบบนี้คลายข้อกังวลของสังคมได้ ในที่สุดอาจไม่จำเป็นต้องไปล็อกทุกข้อความในหมวด 1 หมวด 2 

“บางข้อความในหมวด 1-2 ไม่เกี่ยวข้องกับรูปแบบรัฐหรือระบอบการปกครอง เช่น มาตรา 1 หมวด 2 พูดถึงคำว่าสมาชิกวุฒิสภาอยู่ในนั้น สมมติในอนาคต สสร. จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตัดสินใจว่าใช้ระบบสภาเดียว ไม่ต้องมีวุฒิสภา โดยตัดคำว่าสมาชิกวุฒิสภาออก ตรงนี้ไม่เป็นการเปลี่ยนรูปแบบรัฐหรือระบอบการปกครอง แต่เป็นทางเลือกหนึ่งที่สามารถเลือกได้ เหมือนในหลายประเด็นที่เป็นประชาธิปไตยรัฐเดี่ยว ใช้ระบบสภาเดียว แต่ถ้าไปล็อกทุกข้อความในหมวด 1-2 ก็เกิดความลักลั่นเชิงกฎหมาย อันนี้เราเสนอร่างไปเมื่อปลายปี 2568 และสมาชิกรัฐสภาโหวตรับหลักการ แต่ในชั้น กมธ. และวาระ 2 เสียงข้างมากต้องการล็อกทุกข้อความในหมวด 1-2”

อย่างไรก็ตาม เมื่อถามว่ามีบางฝ่ายพยายามปล่อยกระแสข่าวถึงการยึดอำนาจอีกครั้ง หากแก้ไขรัฐธรรมนูญไปแตะหมวด 1 หมวด 2 ดังนั้นพรรคประชาชนต้องล็อกข้อความให้ชัด ป้องกันเกิดเหตุดังกล่าว นายพริษฐ์ กล่าวว่า ข้อเท็จจริงรัฐธรรมนูญ 2540 จนถึง 2550 และ 2560 ค้นพบว่าปรับข้อความในหมวด 1 หมวด 2 ตลอด ความจริงไม่ใช่เป็นอะไรที่แปลกใหม่ เป็นหลักการที่ปฏิบัติมาตลอด 20-30 ปี เมื่อสังคมกังวลเรื่องรูปแบบรัฐและระบอบการปกครอง เราก็เขียนให้ชัดไปเลย จะได้ไม่ต้องกังวล.