“ชัชชาติ” ลุยหาเสียงเขตสายไหม มุ่งแก้ปัญหาขยะ ขยายเส้นทางขนส่ง เจอ “ชัยวัฒน์” เข้ามาทัก บอกพร้อมช่วยงาน หาก “ดร.โจ” ได้เป็นผู้ว่าฯ แต่หากตนเองได้เป็นก็พร้อมทำงานกับ สก. พรรคประชาชน


วันที่ 30 พฤษภาคม 2569 ที่ตลาดยิ่งเจริญ เขตสายไหม กรุงเทพฯ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ เบอร์ 9 ได้ลงพื้นที่หาเสียงพบปะพี่น้องประชาชนในพื้นที่เขตสายไหม รวมถึงพ่อค้าแม่ค้าที่ทำการค้าขายอยู่ที่ตลาดยิ่งเจริญ โดยตลอดการเดินหาเสียง นายชัชชาติได้นำแผ่นพับที่มีนโยบายกว่า 250 นโยบาย มอบให้กับประชาชนที่มาเดินตลาดและพ่อค้าแม่ค้าในตลาด โดยได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี


นอกจากนี้ยังมีประชาชน ได้กล่าวทักทายนายชัชชาติ พร้อมเข้ามาขอถ่ายรูปและกอดให้กำลังใจอยู่เป็นระยะ จากนั้นเดินทางไปยังชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญ และไปพบปะกับประชาชนที่ตลาด เอ.ซี. สายไหม


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการลงพื้นที่ตลาด เอ.ซี. เขตสายไหม กรุงเทพมหานคร นายชัชชาติ และนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ได้พบกันขณะหาเสียง เนื่องจากมีคิวการลงพื้นที่ในเขตสายไหมและบางเขนเช่นเดียวกัน นายชัยวัฒน์ ได้เข้าไปทักทายนายชัชชาติ ซึ่งทันทีที่นายชัชชาติเห็นได้กล่าวขึ้นว่า “เห้ย โจสบายดีหรือเปล่า” ก่อนจะจับมือกัน และนายชัชชาติได้ทักทายกับผู้สมัคร สก. เขตสายไหม ของพรรคประชาชนด้วย

...


จากนั้น นายชัชชาติให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้ตนได้ลงพื้นที่เขตสายไหม ซึ่งถือว่าเป็นพื้นที่พัฒนาใหม่ เป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ที่มีประชากรถึง 215,000 คน เป็นคนที่ย้ายออกจากในเมืองเข้ามาอาศัยอยู่ พร้อมกล่าวถึงปัญหาการจราจรในพื้นที่เขตสายไหมมีเส้นเลือดใหญ่มีรถไฟฟ้ามาถึงคูคต มีทางด่วนมาถึงสุขาภิบาล 5 และจตุโชติ แต่จะต้องมีการพัฒนาเส้นเลือดฝอยที่กระจายไปยังจุดต่างๆ เพื่อให้ประชาชนได้เกิดความสะดวก อย่างไรก็ตาม มีความจำเป็นที่จะต้องทำที่จอดรถที่เชื่อมกับรถไฟฟ้ามากขึ้น และ feeder ที่มีความเป็นไปได้ แต่ไม่อยากแย่งเอกชนในการจัดทำ จึงอาจจะหาเส้นทางที่ไม่มีคนทำ และหากมีลูกค้าเยอะก็จะส่งต่อให้กับเอกชน


ส่วนปัญหาเรื่องน้ำท่วม ปัญหาเรื่องการให้บริการประชาชน ได้มีการขยายบริการโดยสร้างโรงพยาบาลสายไหม ทำศูนย์ดับเพลิง พัฒนาถนนหนทาง รวมถึงพัฒนาจุดบริการด่วนมหานคร เพื่อให้ประชาชนไม่ต้องเดินทางไปยังสำนักงานเขต ขณะเดียวกันปัญหาเรื่องน้ำท่วมมีการปรับปรุงเขื่อนและระบบระบายน้ำอยู่ตลอด ซึ่งการเดินพบปะกับพี่น้องประชาชนวันนี้ก็ได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดี เพราะหากไม่ได้รับประโยชน์ก็คงไม่ดีใจที่เรามา


นายชัชชาติยังกล่าวถึงการลงพื้นที่ตลาดยิ่งเจริญ เมื่อช่วงที่ผ่านมาว่า แม่ค้าในตลาดได้บอกว่าอย่าประมาท ซึ่งตนยืนยันว่าการเลือกตั้งไม่มีอะไรแน่นอน ต้องทำงานให้หนักขึ้น คิดนโยบายตอบสนองพี่น้องประชาชน และจากการลงพื้นที่เมื่อวานนี้ ตนได้พบกับผู้สูงอายุนั่งเย็บผ้าอยู่ในบ้าน ซึ่งเป็นนโยบายที่เราจะรวบรวมสกิลของผู้สูงอายุ โดย กทม. จะเป็นตัวกลางหาตลาดและคาดว่าจะสามารถหางานให้กับผู้สูงอายุได้ 10,000 คน นอกจากนี้ยังจะมีศูนย์ศึกษาเด็กพิเศษและนโยบาย caregiver ที่จะมีค่าตอบแทนในการดูแลผู้สูงอายุ โดยการลงพื้นที่ทำให้เราเห็นนโยบายที่จะทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น


ส่วนปัญหาเรื่องขยะในพื้นที่เขตสายไหมนั้น นายชัชชาติกล่าวว่า ปัญหาเรื่องการเก็บขยะเป็นปัญหาที่ประชาชนชาวสายไหมร้องเรียนมากที่สุด ซึ่งในช่วงปีที่ผ่านมา มีการเก็บไม่ครอบคลุมถึง 20% จึงได้มีการพัฒนาใช้ GPS เข้ามา ขณะที่สถานีขนถ่ายขยะมูลฝอย พื้นที่เขตสายไหมนั้นปัญหาไม่ได้เยอะเท่ากับที่จุดอื่น มีเพียงน้ำขยะไหลออกมาบนท้องถนนจนทำให้ถนนลื่น จึงต้องคอยดูแลไม่ให้มีน้ำขยะไหลออกมา แล้วเดิมทีมีโครงการที่จะจัดทำเตาเผาขยะในพื้นที่ แต่เนื่องจากมีประชากรเข้ามาอาศัยอยู่บริเวณโดยรอบจึงทำให้โครงการนี้ชะลอไปก่อน เหลือเพียงสถานีขนถ่ายขยะมูลฝอย


ส่วนการพบกับนายชัยวัฒน์ระหว่างลงพื้นที่นั้น ชัชชาติกล่าวว่า ดีเลย ได้ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ซึ่งเขามีนโยบายดีๆ จำนวนมากและละเอียดเหมือนกัน ถือเป็นการแข่งการเสนอสิ่งดีๆให้กับประชาชน สุดท้ายหากนายชัยวัฒน์ได้เป็นผู้ว่าฯ ก็พร้อมที่จะไปช่วยงาน และพร้อมที่จะทำงานกับทุกคน แต่หากตนได้เป็น ก็ได้มีการพูดคุยกับผู้สมัคร สก. ของพรรคประชาชน ว่าเราพร้อมทำงานร่วมกัน เพราะไม่ได้ดูเรื่องพรรคการเมืองอยู่แล้ว ไม่มีปัญหา การเจอกันเป็นบรรยากาศที่ดีไม่ได้ทะเลาะกัน และสามารถทำงานร่วมกันได้ ไม่ว่าจะเป็นใคร


นายชัชชาติยืนยันว่า ในการหาเสียงครั้งนี้จะลงพื้นที่ให้ครบทั้ง 50 เขต เพราะทุกเขตมีความหมายไม่น้อยกว่ากัน ต้องพยายามดูแลซึ่งการลงพื้นที่ถือเป็นการคอนเฟิร์มนโยบาย ขณะนี้มีมากถึง 253 นโยบายแล้ว ซึ่งสุดท้ายอาจจะจบที่ 300 นโยบายก็ได้


ขณะที่ นายชัยวัฒน์กล่าวว่า หลายปัญหาใน กทม. เป็นปัญหาเรื้อรัง เกี่ยวข้องกับเรื่องโครงสร้างหรือที่เราเรียกว่าเส้นเลือดใหญ่  การจะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ ฝ่ายบริหารคือผู้ว่าฯ กทม. รวมถึงองคาพยพ จำเป็นต้องมีเจตจำนงทางการเมืองที่แน่วแน่ ซึ่งพรรคประชาชนเองก็มีนโยบายกระจายอำนาจ อัปเกรด กทม. ให้มีอำนาจบริหารจัดการตัวเองได้มากขึ้น