“ชัชชาติ” ไม่ประมาทแม้โพลสำรวจคะแนนนิยมนำโด่ง บอกทีมงานตลอด 1 เดือนมีความหมายถ้าทำไม่ดีก็จบ รับเดินหาเสียงยังพบหลายปัญหาต้องรีบสานต่อ
วันที่ 29 พ.ค. 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครหมายเลข 9 ในนามอิสระ ให้สัมภาษณ์ถึงภาพรวมการลงพื้นที่หาเสียง เขตบางกอกน้อยซึ่งเป็นวันที่ 2 ของการลงพื้นที่ว่า เขตบางกอกน้อยเป็นย่านชุมชนเก่าซึ่งมีปัญหาหลายอย่าง ทั้งปัญหาเรื่องทางเข้า-ออก ชุมชนคับแคบ และปัญหาน้ำท่วม เพราะบางจุดเป็นพื้นที่เอกชนยังไม่มีการขุดลอก โดยเฉพาะชุมชนโพธิ์เรียง มีบางซอยที่ประชาชนแจ้งมาว่ายังมีน้ำเอ่อ และยังมีปัญหาเรื่องถนนที่ฝาท่อไม่เรียบ ซึ่งเรื่องทั้งหมดจะต้องนำมาติดตามแก้ไข และเรื่องสำคัญคือหลายชุมชนมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง โดยเฉพาะที่ชุมชนบ้านบุที่ทำขันลงหิน แต่ปัจจุบันก็เลิกทำไป ซึ่งอนาคตตนเองคิดว่าจะต้องพัฒนาอัตลักษณ์ชุมชนให้เข้มแข็ง เพราะในทุกเขตจะมีชุมชนที่มีอัตลักษณ์ของตนเอง สามารถพัฒนาให้เป็นย่านที่มีคุณค่าและเป็นจุดท่องเที่ยวสร้างเศรษฐกิจให้กับชุมชนได้
ส่วนการลงพื้นที่ย่านวังหลัง โรงพยาบาลศิริราชก็ได้เห็นว่า สาธารณสุขเป็นเรื่องจำเป็น โดยเฉพาะคนต่างจังหวัดที่มารักษาพยาบาล ซึ่งก็เป็นนโยบายสำคัญของกรุงเทพมหานครที่ดูแลสาธารณสุขปฐมภูมิ และอนาคตมีนโยบายจะเพิ่มบัตรทองปฐมภูมิ ปัจจุบันกรุงเทพฯดูแลอยู่ 800,000 คน แต่พอคลินิกอบอุ่นถูกยกเลิกไป ทำให้มีคนไข้จำนวนมาก ดังนั้นจึงต้องขยายกำลังเพื่อให้สามารถรองรับได้ 1,300,000 คน และในอนาคตจะขยายเครือข่ายโรงพยาบาลอีก 2,000 เตียง เพื่อให้การโยกย้ายผู้ป่วยทำได้สะดวก จะได้ไม่มีปัญหากับประชาชน
นายชัชชาติกล่าวว่า 2 วันของการลงพื้นที่ในบทบาทผู้สมัครผู้ว่าฯกรุงเทพฯ ได้เห็นปัญหาหลายอย่าง และเรื่องที่หนักใจที่สุดคือระบบบำบัดน้ำเสียในเขตบางกอกน้อย ซึ่งตลอดการลงพื้นที่ก็มีประชาชนฝากให้แก้ไข เพราะยังมีความล่าช้าในการดำเนินงาน ถ้าได้กลับมาทำงานต่อจะเร่งรัดผลักดันให้ผู้รับเหมามีความกระตือรือร้นดูแลประชาชนมากขึ้นและการพัฒนามาตรฐานโรงพยาบาลสังกัดกรุงเทพมหานครให้เทียบเท่ากับเอกชน ต่อไปการมาหาแพทย์ที่โรงพยาบาลสังกัดกรุงเทพฯ จะต้องรอคิวไม่เกิน 1 ชั่วโมง เพื่อได้เจอแพทย์ รวมถึงการถ่ายข้อมูลคนไข้จากศูนย์สาธารณสุขมาโรงพยาบาล โดยไม่ต้องถือแฟ้ม และต่อไปอาจจะมีการจ่ายยาถึงบ้าน ไม่ต้องมานั่งรอรับยาถึงโรงพยาบาล เพื่อให้สาธารณสุขบริการประชาชนได้ดีขึ้น
...
ส่วนปัญหาแรงงานต่างด้าวแย่งอาชีพคนไทยก็เป็นอีกปัญหาที่ตลอดการลงพื้นที่ 2 วัน มีประชาชนอยากให้แก้ ซึ่งปัญหานี้กรุงเทพมหานครมีส่วนรับผิดชอบคือรถเข็นผิดกฎหมายต่างด้าวมาประกอบอาชีพ ซึ่งหากเทศกิจตรวจเจอหาบเร่แผงลอย ก็จะส่งตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่หากเป็นต่างด้าวที่มาขายของตามร้าน อำนาจของกรุงเทพฯ ก็ไม่สามารถเข้าไปตรวจได้ว่ามีบัตรอนุญาตถูกต้องหรือไม่ เพราะเป็นอำนาจของหน่วยงานอื่น
“เวลาประชาชนโมโหก็ไม่มีเหตุผล ที่จะไปอธิบายให้เขาฟังเพราะเขาอยู่ในอารมณ์ที่โกรธ ดีที่สุดคือการรับฟังแล้วก็เอาเรื่องไปอธิบายต่อ อย่างวันนี้ลงพื้นที่ที่ตลาดวังหลังก็มีประชาชนมาบอกว่าได้เป็นผู้ว่าฯแล้วอย่าเป็นเทวดาให้ลงมาเจอประชาชนเหมือนเดิม ไม่ใช่หายหัวไป ซึ่งตนเองได้ฟังแล้วก็สบายใจเพราะไม่ได้เป็นแบบนั้น ที่ผ่านมาเชื่อว่าก็เดินปกติแบบที่เดินอยู่ทุกวันนี้และเจอประชาชนเพราะลงพื้นที่ตลอด คนที่บ่นอาจรู้จักตัวตนของชัชชาติ แต่เราก็รับฟังว่าประชาชนไม่ต้องการผู้ว่าฯ ที่เป็นเทวดาแต่ต้องการผู้ว่าฯ ที่เดินดินรับฟังปัญหาประชาชน ซึ่งตลอด 4 ปีตนเองก็เป็นแบบนั้นไม่ได้ห่างเหินประชาชน ถือเป็นคำพูดที่ฟังแล้วดีใจที่ไม่ได้เป็นแบบนั้น”
นายชัชชาติยังกล่าวถึงผลสำรวจความนิยมของสถาบันพระปกเกล้าที่ความนิยมของตนเองมีมากกว่าเดิมนั้นว่า “โพลก็เป็นการสุ่มตัวอย่างไม่ได้ถูกต้อง 100% ซึ่งก็ต้องขอบคุณที่ได้สำรวจมาแต่เราก็ไม่ประมาทเพราะการเมือง 1 เดือนก็มีเวลาเปลี่ยนแปลงได้ ถ้าพูดอะไรผิดไป 1 คำก็ทำให้ประชาชนเกลียดเราเลยก็ได้ ซึ่งก็ย้ำกับทีมงานตลอดว่าอย่าประมาท ต้องทำงานด้วยสติและยิ่งหลายคนพูดว่าสบายชนะอยู่แล้ว คิดว่าไม่จริง แต่ทุกคนต้องออกมาเลือกตั้ง เพราะหากทุกคนคิดว่าชนะอยู่แล้ว ไม่ต้องออกมาเลือกตั้งก็จะยิ่งทำให้ไม่สะท้อนพลังของคนที่แท้จริง จึงย้ำอยู่ตลอดว่าอย่าไปพูดเรื่องโพลเลย แต่ต้องทำให้ดีที่สุดก็พอ ขออย่างไปไว้ใจ แต่ต้องออกมาทำหน้าที่ตนเองให้ดีที่สุด” นายชัชชาติกล่าว