สภาผู้แทนราษฎรมีมติ 308 ต่อ 126 ไม่ส่งตัว “ชนนพัฒฐ์” ให้ดีเอสไอ เหตุใกล้ปิดสมัยประชุม 11 กรกฎาคมนี้แล้ว
เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 29 พ.ค. 2569 ที่รัฐสภา การประชุมสภาฯ ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ ทำหน้าที่ประธานการประชุมได้พิจารณาเรื่องด่วน คือขออนุญาตสภาฯ เพื่อเรียกตัว นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม ไปรับทราบข้อกล่าวหาและทำการสอบสวนปากคำในระหว่างสมัยประชุม ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 125 หลังจากที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มีหนังสือขอให้สภาฯ อนุญาตให้คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษออกหมายเรียกให้นายชนนพัฒฐ์ ไปรับทราบข้อกล่าวหาและทำการสอบสวนปากคำตามข้อสั่งการของอัยการสูงสุด ก่อนการลงมติ มี สส. ที่ขออภิปรายแสดงความเห็น โดยพบว่ามีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย กับการส่งตัวนายชนนพัฒฐ์ ให้ดีเอสไอดำเนินการตามกฎหมาย
อาทิ นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. อภิปรายว่า เห็นด้วยและเห็นชอบให้ส่งตัวนายชนนพัฒฐ์ ไปดำเนินการทางคดี หาก สส. สละเจตนาคุ้มกันจะเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาและเป็นบรรทัดฐานใหม่ของสภาฯ ในระบอบประชาธิปไตย หากอนาคตมี สส. ของพรรค ปชน. คนใดถูกดำเนินการในลักษณะข้อเท็จจริงเดียวกัน พรรค ปชน. จะอนุญาตให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเช่นเดียวกัน
ขณะที่ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคปชป. อภิปรายว่า เมื่อพิจารณาคดีของ สส. ที่ถูกขอตัวเกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ซึ่งไม่มีพบการกลั่นแกล้งใดๆ จากฝ่ายบริหาร เป็นกระบวนการยุติธรรม ที่พิจารณาตามขั้นตอนที่ดำเนินการเกี่ยวกับผู้มีอิทธิพลทางการเมือง ที่ต้องมีพยานหลักฐานครบถ้วน ทั้งนี้คดีดังกล่าวสัมพันธ์กับเกียรติภูมิของสภาฯ หากไม่อนุญาตจะกระทบต่อภาพลักษณ์ของ สส. หากคดีร้ายแรงแต่สภาฯยังปกป้อง อาจกระทบภาพลักษณ์ และภาพพจน์ของสภาฯในสายตาของต่างชาติด้วย ทั้งนี้ สส. ที่ถูกขอตัวระบุก่อนหน้านั้นว่า พร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามที่กำหนดไม่ใช้เอกสิทธิ์คุ้มครอง ดังนั้นพรรคปชป.ขอใช้ดุลยพินิจปกป้องภาพพจน์ประเทศไทยและภาพลักษณ์ของสภาฯ จึงมีมติอนุญาตให้ส่งตัวไปตามหมายเรียก
...
ภท.ชี้ไม่กี่วันปิดสมัยประชุม
ด้านนางนันทนา สงฆ์ประชา สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ภท. อภิปรายว่า บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 125 ไม่ใช่การคุ้มกันให้ สส. อยู่เหนือกฎหมาย และไม่ใช่ยกเว้นกระบวนการยุติธรรม ให้กับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็นหลักประกันทางรัฐธรรมนูญเพื่อคุ้มครองการทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ และรักษาความสมดุลของอำนาจ อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาของการเปิดสมัยประชุมแล้ว จะพบว่าจะปิดสมัยประชุม ในเดือน ก.ค. ดังนั้น เหลือเวลาไม่กี่วัน หากมีการเรียกตัว สส. ดำเนินการตามกระบวนการสอบสวนระหว่างสมัยประชุมย่อมส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ สส. ฐานะผู้แทนประชาชน และกระทบต่อการทำงานของสภาฯ โดยรวม ตระหนักดีว่า ประชาชนเรียกร้องความโปร่งใสและมาตรฐานจริยธรรมที่สูง หาก สส. สละความคุ้มกันเพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ถือเป็นเรื่องดี แต่หากพิจารณาในมิติระดับสถาบันต้องพิจารณาอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้ทำลายหลักประกันทางรัฐธรรมนูญระยะยาว เพราะเมื่อสิ้นสุดสมัยประชุมกระบวนการทางกฎหมายดำเนินการได้ปกติ จึงไม่ใช่การตัดสิทธิ์ หรือ ขัดขวางกระบวนการยุติธรรม แต่เป็นการคุ้มครองการทำหน้าที่ช่วงเวลาที่รัฐธรรมนูญบัญญัติรองรับ
ประชาชาติ-เศรษฐกิจ ออกตัวอุ้ม
ทางด้านนายซูการ์โน มะทา สส.ยะลา พรรคประชาชาติ อภิปรายว่า ต้องรักษาหลักการและมาตรฐานที่สภาฯ ถือปฏิบัติโดยตลอด คือ ไม่อนุญาตให้ สส.ไปรับทราบข้อกล่าวหาของดีเอสไอในสมัยประชุม อย่างไรก็ดีขอให้นายชนนพัฒฐ์ ชี้แจงและพูดว่าจะใช้เอกสิทธิ์คุ้มครอง หรือไม่ด้วย
ขณะที่นายคริส โปตระนันทน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ อภิปรายว่า ตนขอปกป้องหลักการคุ้มครองสส.ในสมัยประชุม เพื่อไม่ให้เกิดกรณีดังกล่าวเกิดขึ้นหากมีประเด็นที่นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน หรือ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ตรวจสอบรัฐบาลแล้วถูกกลั่นแกล้ง ดำเนินคดีอาจถูกโหวตให้ไปดำเนินคดีได้ อย่างไรก็ดี ขอเรียกร้องสปีริตของนายชนนพัฒฐ์ต่อการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยไม่ต้องให้สภาฯปกป้อง
มติสภาฯ ไม่อนุมัติส่งตัวในสมัยประชุม
จากนั้นนายชนนพัฒฐ์ อภิปรายว่าตนพร้อมและยินดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และยอมรับผลลงมติ แต่ยึดตามหลักการของการเป็น สส. และหากปิดสมัยประชุมตนหลีกหนีไม่พ้นที่ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม หลังจากสส.แสดงความเห็นเสร็จสิ้นแล้ว เวลา 12.37 น. ที่ประชุมได้ลงมติผลปรากฏว่า สภาฯมีมติ 308 ต่อ 126 งดออกเสียง 2 ไม่เห็นด้วย กับการส่งตัวนายชนนพัฒฐ์ไปดำเนินคดีในสมัยประชุม สภาฯ