ผู้นำฝ่ายค้านดับเครื่องชนแลนด์บริดจ์ จี้พัฒนาคุณภาพชีวิตคนใต้ก่อน อย่ามองด้ามขวานเป็นแค่ “ทางผ่านสินค้าโลก”
วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 การประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดพิจารณาญัตติด่วนศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์และระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) ยังคงทวีความร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง โดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้ลุกขึ้นอภิปรายสรุปญัตติในสัดส่วนของพรรคประชาชน โดยส่งสัญญาณเตือนรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมาถึงทิศทางการพัฒนาภาคใต้ที่อาจหลงทิศผิดทาง
นายณัฐพงษ์อภิปรายโดยชวนตั้งคำถามถึงยุทธศาสตร์ที่แท้จริงในการพัฒนาภาคใต้ว่า ควรขับเคลื่อนไปในทิศทางใด พร้อมทั้งหยิบยกบทเรียนราคาแพงจากเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) มาเป็นอุทาหรณ์ โดยชี้ว่าแม้ตัวเลขจีดีพีในภาคตะวันออกจะเติบโตขึ้นอย่างสวยหรู แต่ความมั่นคงในชีวิตและสวัสดิการของแรงงานกลับไม่ได้โตตาม เม็ดเงินและดอกผลจากการลงทุนตกไปอยู่ในมือของกลุ่มทุนใหญ่ที่รัฐบาลกวักมือเรียกเข้ามา ขณะที่คนตัวเล็กตัวน้อยและผู้คนในชุมชนกลับต้องแบกรับปัญหามลพิษและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างโดดเดี่ยว จึงอยากให้ทุกฝ่ายถอยกลับมาคิดว่าการพัฒนาเศรษฐกิจจะดูเพียงแค่ตัวเลขจีดีพีไม่ได้
ผู้นำฝ่ายค้านยังได้เรียกร้องให้รัฐบาลปรับ “ฐานคิด” สำคัญ โดยตั้งคำถามว่า รัฐบาลกำลังมอง 14 จังหวัดภาคใต้เป็นเพียงแค่ทางผ่านของสินค้าและห่วงโซ่อุปทานโลกเพื่อตอบโจทย์ภูมิรัฐศาสตร์ หรือมองว่าภาคใต้คือบ้านเกิดเมืองนอนของชาวไทยที่จะได้ใช้ชีวิตและสร้างอนาคตให้ลูกหลาน ซึ่งจากการอภิปรายของฝั่งรัฐบาลที่พยายามยกกรณีช่องแคบฮอร์มุสขึ้นมาอ้างนั้น สะท้อนชัดว่ารัฐบาลกำลังมองภาคใต้เป็นเพียงทางผ่านของสินค้าโลกเพื่อตอบโจทย์คนภายนอก มากกว่าคนในประเทศ
...
นายณัฐพงษ์ได้กางตัวเลขตอกย้ำปัญหาเชิงโครงสร้างของภาคใต้ในปัจจุบันว่า เกษตรกรชาวใต้กว่าครึ่งยังไร้สิทธิในที่ดินทำกิน อีกทั้งยังเข้าถึงน้ำประปาต่ำที่สุดในประเทศ มีค่าใช้จ่ายการเดินทางสูง และยังเผชิญความเหลื่อมล้ำอย่างรุนแรง โดยรายได้จากการท่องเที่ยวร้อยละ 90 กระจุกตัวอยู่เพียงแค่ 5 จังหวัดเท่านั้น ขณะที่ภาพรวมตลอด 30 ปีที่ผ่านมา ยิ่งพัฒนากลับยิ่งเหลื่อมล้ำ เกษตรกรและชาวประมงยิ่งทำยิ่งเป็นหนี้ ซ้ำร้ายภาคใต้ยังเป็นด่านหน้ารับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ มีปัญหาภัยพิบัติมากกว่าภาคอื่นถึง 3-4 เท่า และพบปัญหาเด็กแรกเกิดขาดสารอาหารใน 11 จังหวัด
“คำถามคือ ตกลงแล้วแลนด์บริดจ์กำลังจะช่วยเพิ่มความมั่นคง หรือกำลังจะทำลายความมั่นคงในที่ดินของเกษตรกรกันแน่ เพราะแค่ออกข่าว นายหน้าก็แห่กว้านซื้อที่ดินเก็งกำไรกันหมดแล้ว แทนที่จะส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและสุขภาพเพื่อกระจายรายได้สู่เมืองรอง แลนด์บริดจ์กลับจะมาทำลายป่าชายเลนและเครื่องจักรเศรษฐกิจเดิม” นายณัฐพงษ์ ระบุ
ในตอนท้าย ผู้นำฝ่ายค้านได้เสนอทางออกที่เป็นรูปธรรม โดยชูพิมพ์เขียว “ระเบียงเศรษฐกิจชีวภาพภาคใต้” หรือ SBRC (Southern Biodiversity Regeneration Corridor) ขึ้นมาเป็นตัวเลือกทดแทนแลนด์บริดจ์ โดยเน้นการนำต้นทุนทางวัฒนธรรมและความหลากหลายทางชีวภาพของภาคใต้มาพัฒนาเป็นเกษตรยั่งยืนและท่องเที่ยวชุมชน พร้อมทั้งแนะให้รัฐบาลโยกงบประมาณมาลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อคุณภาพชีวิตที่ชาวใต้โหยหา ทั้งน้ำประปาดื่มได้ ระบบขนส่งสาธารณะ โรงเรียนที่มีคุณภาพ และระบบสาธารณสุขมูลฐาน
โครงการ SBRC นี้ นายณัฐพงษ์ยืนยันว่าไม่ต้องออกกฎหมายพิเศษมายกเว้นกฎหมายหลายฉบับ และใช้กรอบงบประมาณเพียง 5 แสนล้านบาทภายในเวลา 6 ปี ซึ่งคิดเป็นเพียง “ครึ่งเดียว” ของมูลค่าโครงการแลนด์บริดจ์ที่รัฐบาลตั้งไว้ 1 ล้านล้านบาท แต่จะสามารถการันตีการเติบโตของจีดีพีได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 4 ต่อปี ยกระดับมูลค่าสินค้าเกษตรได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 และลดหนี้สินให้เกษตรกรได้ถึงร้อยละ 30 พร้อมทิ้งท้ายให้สมาชิกสภาฯ ร่วมกันตัดสินใจเลือกระหว่างการมองคนใต้เป็นเพียงผู้ได้รับผลกระทบ หรือมองว่าชาวใต้ทุกคนคือเจ้าของพื้นที่และร่วมพัฒนาไปด้วยกัน