"อภิสิทธิ์" อัดยับแลนด์บริดจ์ มายาคติเอื้อทุนเก็งกำไรที่ดิน หวั่นชักศึกเข้าบ้านเสี่ยงมหาอำนาจยึดพื้นที่ซ้ำรอยช่องแคบฮอร์มุซ
วันที่ 29 พฤษภาคม 2569สภาผู้แทนราษฎรมีการประชุมพิจารณาญัตติด่วนขอให้ตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญเพื่อศึกษาปัญหาโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ หรือโครงการ "แลนด์บริดจ์" โดยมีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ ทำหน้าที่ประธานในการประชุม
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ลุกขึ้นอภิปรายว่า โครงการแลนด์บริดจ์เป็นเพียง "มายาคติ" ที่คิดว่าจะได้ประโยชน์แต่กลับไม่ได้อะไรเลย พร้อมทั้งโต้แย้งข้ออ้างเรื่องการประหยัดเวลาขนส่งสินค้าลงได้ 4 วัน ว่าไม่เป็นความจริง เนื่องจากในความเป็นจริงต้องเสียค่าใช้จ่ายในการขนถ่ายตู้คอนเทนเนอร์ขึ้นลงเรือและรถหลายทอด ซึ่งจะทำให้ต้นทุนพุ่งสูงกว่าปกติถึง 3 เท่า นอกจากนี้ ประชาชนในพื้นที่ภาคใต้แทบจะไม่ได้รับประโยชน์อะไรเลย เพราะพื้นที่ดังกล่าวจะกลายเป็นเพียงทางผ่านสินค้าของต่างชาติ โดยกลุ่มคนที่ได้ประโยชน์ที่แท้จริงมีเพียง 2 กลุ่มเท่านั้น คือ กลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้าง และกลุ่มทุนที่กว้านซื้อที่ดินเพื่อเก็งกำไร
นายอภิสิทธิ์อภิปรายต่อว่า หากรัฐบาลดึงดันจะทำโครงการนี้โดยไม่มีคนมาใช้บริการ สิ่งก่อสร้างที่ทิ้งค้างไว้จะกลายเป็นเสมือน "อนุสาวรีย์ของการตัดสินใจที่ผิดพลาด" ที่คำนึงถึงแต่ผลประโยชน์ของคนเพียงหยิบมือเดียว ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว การพัฒนาความเป็นอยู่ของคนภาคใต้สามารถทำได้ในรูปแบบอื่นที่ใช้งบประมาณน้อยกว่า 1 ล้านล้านบาท เช่น การพัฒนาท่าเรือเดิม หรือการสร้างระบบเครือข่ายโลจิสติกส์ "เซาท์เทิร์น คอนเน็ค" เพื่อใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่อย่างคุ้มค่า ไม่ใช่ปล่อยให้บ้านเมืองเป็นแค่ทางผ่าน
...
นอกจากประเด็นด้านเศรษฐกิจแล้ว ผู้นำพรรคประชาธิปัตย์ยังได้เตือนถึงความมั่นคงในระดับภูมิรัฐศาสตร์ โดยเปรียบเทียบว่าหากโครงการนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความไม่คุ้มค่าอาจเป็นการ "ชักศึกเข้าบ้าน" เนื่องจากจุดดังกล่าวจะกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สุ่มเสี่ยงต่อความขัดแย้งของมหาอำนาจโลกอย่างสหรัฐอเมริกาและจีน ไม่ต่างจากประวัติศาสตร์ของคลองสุเอซ คลองปานามา หรือช่องแคบฮอร์มุซ ที่กลายเป็นสมรภูมิรบ โดยมหาอำนาจอาจเข้ามายึดครองพื้นที่ผ่านรูปแบบการร่วมทุน (PPP) เหมือนกรณีข้อขัดแย้งในคลองปานามาที่บริษัทจีนเข้าไปควบคุมเส้นทางเดินเรือจนเกิดแรงกดดันทางการเมือง
ในช่วงท้าย นายอภิสิทธิ์ได้แสดงความเคลือบแคลงสงสัยต่อท่าทีของฝ่ายรัฐบาล โดยระบุว่ารู้สึกสับสนกับแนวคิดที่อยากให้ไทยเป็นเหมือนช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเต็มไปด้วยความขัดแย้ง พร้อมทั้งลั่นวาจาว่า หากสภาผู้แทนราษฎรปฏิเสธที่จะตั้ง กมธ.วิสามัญขึ้นมาศึกษาเรื่องนี้ จะเป็นการตอกย้ำถึงความมีพิรุธ ความไม่ชอบมาพากล และความพยายามรวบรัดตัดตอนของฝ่ายบริหารที่ใช้ผลการศึกษาชุดเดียวมาอ้างอิง ซึ่งไม่อาจทำให้ประชาชนเชื่อใจได้ว่าไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง การกระทำเช่นนี้ถือเป็นการแสวงหาประโยชน์บนการทำลายทุน ทรัพยากร และโอกาสของคนปักษ์ใต้ จึงขอเรียกร้องให้ผู้แทนราษฎรทุกคนร่วมกันโหวตตั้ง กมธ.วิสามัญ เพื่อเกาะติดและศึกษาโครงการนี้อย่างรอบด้านก่อนที่ประเทศจะตกเป็นเบี้ยล่างในเกมขัดแย้งระดับโลก