“ชัชชาติ” ปราศรัยใหญ่ เปิด 250+ นโยบาย พัฒนา กทม. ทั้งด้าน คน - เมือง - เศรษฐกิจ - ระบบ ทำให้คนกรุงหาหมอไม่เกิน 1 ชั่วโมง แย้มทำเมกะโปรเจกต์ สร้างสะพานคนเดินข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ยันทำงานอิสระ ไม่สังกัดพรรคการเมือง


วันที่ 28 พ.ค. 2569 ที่สเตเดียมวัน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเวทีปราศรัยแถลงเปิดนโยบายมากกว่า 250 นโยบาย ภายหลังจากเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ได้สมัครลงชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. และจับหมายเลข


นายชัชชาติ กล่าวว่า ดีใจมากเลยที่มีคนมาให้กำลังใจ วันนี้ต้องสนุก เพราะนโยบายเราต้องสนุก วันนี้ถือเป็นวันเปิดตัวเบอร์ 9 ตอนจับก็ลุ้นเหลือสองเบอร์ เหลือเบอร์ 9 ก็เป็นเบอร์ที่ดี ถือว่าก้าวหน้าต่อไป ปีที่แล้ว ครั้งที่แล้วเบอร์ 8 ครั้งนี้เบอร์ 9 ก็ถือว่าก้าวหน้าจาก 8 เป็น 9 และวันนี้จะมีการเปิดนโยบายที่ผ่านมาเพราะนโยบายก็เป็นเรื่องสำคัญเนื่องจากเป็นแผนที่จะทำในอีก 4 ปีข้างหน้า ตนเองบอกกับทีมงานว่า เลือกตั้งแพ้ชนะไม่เป็นไร แล้วแต่ประชาชน แต่สิ่งสำคัญเราต้องมีนโยบายที่ชัดเจนว่า หากเราได้เป็นวันแรกเราจะทำอะไร ทุกเวลามีความหมายมาก เชื่อว่าอนาคต 4 ปีข้างหน้าสำคัญมาก ไม่ใช่แค่ประเทศไทย หรือกรุงเทพฯ แต่โลกเปลี่ยน ถ้าเราไม่ทันโลก เราจะแข่งกับเขาไม่ได้จะอยู่ยาก ดังนั้น อนาคตต้องมีการเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดด และใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมเข้ามา

...


นายชัชชาติ กล่าวว่า ตนเองเคยอยู่ตรงนี้เมื่อ 4 ปีที่แล้ว หลังจากชนะเลือกตั้ง ตนเองไม่ได้ดีใจ แต่หนักใจ เพราะเหลืออีก 4 ปี ตอนนั้นเป็นแค่ก้าวแรก จึงบอกกับทีมงานว่าแพ้ชนะไม่สำคัญ แต่ถ้าชนะแล้วจะทำอะไรเป็นเรื่องที่ยากกว่า หวังว่า 4 ปีที่ผ่านมาจะไม่ผิดหวัง อาจจะมีคนผิดหวังบ้าง แต่ว่าส่วนใหญ่หวังว่าจะอนุญาตให้เราทำงานต่อไป


นายชัชชาติ กล่าวสรุปการทำงานตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ว่า ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่ทำโครงการใหญ่ ทำแต่เส้นเลือดฝอยจริง ๆ แล้วเราเป็นเชิงยุทธศาสตร์ เราวิเคราะห์ปัญหากรุงเทพฯ ที่ทำเส้นเลือดฝอย ร่างกายคนหากเส้นเลือดใหญ่ไม่แข็งแรง เส้นเลือดฝอยก็อ่อนแอ ถ้าเส้นเลือดฝอยดีเส้นเลือดใหญ่อ่อนแอ ก็ไปไม่รอด ดังนั้น ต้องไปทั้งระบบไปด้วยกัน พร้อมยกตัวอย่างปัญหาเส้นเลือดใหญ่ อย่างการจ่ายหนี้บีทีเอส 70,000 ล้านบาท, เพิ่มโรงพยาบาลอีก 4 แห่ง มองว่าเรื่องสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญ สาธารณสุข และการศึกษาเป็นเรื่องสำคัญ ก็มีการลงทุน ที่กรุงเทพฯ ปัญหาคือการส่งต่อคนไข้ หลายครั้งการส่งต่อไม่มีคนรับ และดูแลเราก็เพิ่มตามความจำเป็นที่เพิ่มขึ้น, มีการทำอุโมงค์ระบายน้ำ


ส่วนโครงการเส้นเลือดฝอย อย่างทราฟฟีฟองดูว์ มองว่าเรื่องนี้ยิ่งกว่าเส้นเลือดใหญ่ เป็นแอปที่ไว้ด่า กทม. ที่ให้ส่งข้อมูลเข้ามา โดยมีการแก้ไขไปแล้วกว่า 1 ล้านเรื่อง อีกทั้งเหตุการณ์น้ำท่วม หลายพื้นที่ก็ดีขึ้น โดยแก้ไปแล้วกว่า 70% เรื่องนี้เป็นเส้นเลือดใหญ่ที่เชื่อมโยงทางน้ำทั้งระบบ, ทำห้องปลอดฝุ่นที่ศูนย์เด็กเล็ก 115 แห่ง, สวน 15 นาที 471 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่รวมกว่า 1,090 ไร่ ทั่ว กทม., ปรับปรุงทางเท้า 1,100 กิโลเมตร, ปลูกต้นไม้ 2.6 ล้านต้น, ปรับปรุงห้องคอมพิวเตอร์ 46,358 เครื่อง ดังนั้น ขอเถียงคนที่บอกว่าเราทำแต่เส้นเลือดฝอย ถ้ามองแล้วว่าเป็นเส้นเลือดฝอยที่ทรงพลัง เปลี่ยนระบบ และยิ่งใหญ่กว่าเมกะโปรเจกต์หลายโครงการ รวมไปถึงแก้ไขปัญหาเรื่องฝุ่น และเรื่องขยะ เปิดพื้นที่สาธารณะเพิ่มพื้นที่กิจกรรมให้กับเมือง มีงานศิลปะ ดนตรีในสวน


ขณะที่ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ตนเองยอมรับว่าเป็นปัญหาใหญ่ เป็นเรื่องที่เรากังวล โดยเรื่องร้องเรียนทุจริตมีแนวโน้มลดลง เราใช้เทคโนโลยีในการดำเนินการ เปิดเผยข้อมูลงบประมาณและการจัดซื้อจัดจ้าง เพิ่มช่องทางรับเรื่องทุจริตผ่านทราฟฟีฟองดูว์ นำการขออนุญาตเข้าสู่ระบบออนไลน์ ใช้เอไอตรวจสอบ, ปรับกระบวนการที่เกี่ยวข้องมีศูนย์ต่อต้านทุจริต มีข้อกำหนดจริยธรรม ปรับกระบวนการเสนองบประมาณ, ไม่รับการของบประมาณที่ไม่มีรายละเอียด, การปรับและดำเนินการลงโทษให้ออกจากราชการ, พัฒนาระบบติดตามการสืบสวนการกระทำความผิด พร้อมยืนยันว่า การทุจริตคอร์รัปชันเป็นเรื่องใหญ่เราไม่เคยละเลยและอ่อนข้อ


นายชัชชาติ ยืนยันว่า การลงสมัครครั้งนี้เป็นอิสระไม่ใช่อีแอบ จะทำให้ดีที่สุด ผู้ว่าฯ กทม. ไม่เหมือน สส. ที่มีฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล แต่เราได้รับเลือกตรงจากประชาชนทุกคน เราจึงเป็นอิสระไม่จำเป็นต้องมี สก. สนับสนุน ส.ก. ก็เป็นอิสระจากผู้ว่าฯ กทม. ไม่มีฝ่ายค้าน ทุกคนเป็นหนึ่งเดียวทำงานร่วมกัน จึงขอประกาศว่าเราไม่มี สก. ไม่สังกัดพรรค แต่พร้อมทำงานกับทุกคนที่ประชาชนเลือกมา และอยากให้ สก. พร้อมทำงานกับผู้ว่าฯ กทม. ทุกคน เพราะไม่มีข้อยืนยันว่า ผู้ว่าฯ กทม. กับ สก. จะมาจากพรรคเดียวกัน หัวใจคือทำงานร่วมกัน เอาประโยชน์ประชาชนเป็นที่ตั้ง


วิสัยทัศน์ของเมืองในการเลือกตั้งครั้งนี้คือ “เป็นเมืองที่สร้างโอกาสและความหวังให้กับทุกคน” สำหรับนโยบายแบ่งเป็น 4 ด้าน ภายใต้ 251 แผนทำงาน ได้แก่ คนอยู่ดี เมืองน่าอยู่ สู่โอกาสทางเศรษฐกิจ และระบบมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะทำได้ทันทีหลังได้รับเลือกตั้ง


นายชัชชาติ กล่าวถึงเมกะโปรเจกต์ “สะพานคนเดินข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา” เพื่อสร้างเศรษฐกิจชุมชนโดยรอบ, พิพิธภัณฑ์เมืองกรุงเทพฯ ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) พร้อมทั้งเปลี่ยนลานคนเมืองเป็นพื้นที่สาธารณะที่มีคุณภาพ และศูนย์คนเมืองฝั่งธน หอศิลป์ พิพิธภัณฑ์เด็ก และพื้นที่สาธารณะ


สำหรับนโยบายด้าน “คน” จะตรวจสุขภาพฟรีถ้วนหน้า สกรีนยาเสพติดทุกชุมชนให้เป็นชุมชนสีขาว ขยายการรับรองสิทธิบัตรทองเป็น 1.3 ล้านคน เพิ่มเตียงโรงพยาบาลในสังกัด กทม. 2,000 เตียง และต้องรอคิวไม่เกิน 1 ชั่วโมง พร้อมทั้งมีกิจกรรมฮีลใจในสวน คนเมืองมีบ้านใกล้งานผ่านแพลตฟอร์ม ทั้งยังจะมี BKK Food Bank ส่งต่อมื้ออาหาร 10 ล้านมื้อ จ้างคนพิการ 1,000 อัตรา ขยายการดูแลเด็กเล็กเป็น 5,000 คน สร้าง Market Place หางานให้ผู้สูงอายุ โรงเรียนสอนภาษาครบทุกเขต เรียนฟรีไม่มีเก็บเพิ่ม ห้องเรียนพ่อแม่ ดูแลเด็กรอบด้าน ดูแลการศึกษากับเด็กพิเศษทั้ง 50 เขต ไม่จำเป็นลดโครงการที่ไม่จำเป็นของครู เอาผลลัพธ์ของเด็กเป็นผลงานยื่นวิทยฐานะ


ส่วนเรื่อง “เมืองน่าอยู่” จะเพิ่มระบบควบคุมไฟจราจร Adaptive อีก 200 แยก, เพิ่ม Sky walk, ทำทางจักรยาน ทางเท้า แบ่งเมืองออกเป็นบล็อกย่อย ๆ และโฟกัสทั้งเรื่องพื้นที่สีเขียว และการเดินทางทำให้สามารถวิเคราะห์แต่ละโซนได้ละเอียดขึ้น จะมีกฎหมายผังเมืองใหม่ ยกเลิกถนน 52 เส้น ไม่ให้โดนเวนคืนที่, โรงขยะอ่อนนุช ที่เป็นปัญหาจะไม่มีการต่อสัญญาอีก ทำให้เป็น Bangkok Green Eco Park ข้ามกันแยกขยะพลาสติกใช้แล้วทิ้ง นักสืบฝุ่นมีเครื่องมือตรวจฝุ่น Real Time ขยายจุดบำบัดน้ำเสียเพิ่มจุดชาร์จรถไฟฟ้าทำตลาดกลางกรุงเทพพัฒนารถที่ไม่ปล่อยมลพิษให้มากขึ้น, เพิ่มพื้นที่สีเขียวเพิ่มไม้ยืนต้นอีก 1,000,000 ต้น เพิ่มร่มเงาในเมือง ทำสวนป่าเพิ่ม 6 แห่งเป็นป่าล้อมเมือง, หากพื้นที่สีเขียวหายไปต้องทำพื้นที่สีเขียวทดแทน 100% ทำหมันฉีดวัคซีนสัตว์เลี้ยง และสัตว์จร 250,000 ตัวต่อปี ยกระดับคลินิกสัตว์ รวมไปถึงการขึ้นทะเบียนต้นไม้มรดกกรุงเทพฯ ขณะพื้นที่สาธารณะจะเพิ่มหนึ่งเขต หนึ่งพื้นที่สาธารณะ ฟื้นอาคารเก่าเป็นพื้นที่สาธารณะ เพิ่มหอศิลป์ ฝั่งธน และเมืองเก่า เพิ่มพิพิธภัณฑ์เด็กสองแห่ง เพิ่มลานกีฬา มีห้องสมุดของเล่นให้ยืมกลับไปเล่นที่บ้านได้

ขณะที่สาธารณภัย จะยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยอาคาร เพิ่มเงินเยียวยาผู้ประสบภัย จะมีแนวปฏิบัติ ใช้เทคโนโลยีสร้างโมเดลจำลองบริหารน้ำ เพิ่มไฟแอลอีดี มีเทศกิจลาดตระเวน


ขณะที่ “ทักษะแรงงานและเศรษฐกิจ” เปิดแพลตฟอร์มเรียนรู้ออนไลน์ 1,000,000 ชั่วโมง ทำให้คนเข้าถึงทุนส่งเสริมเศรษฐกิจข้างถนน พัฒนาสร้างสรรค์เพิ่มพื้นที่ค้าขาย มีเทศกาลระดับโลก ทั้งสงกรานต์ ลอยกระทง ไพรด์มันท์ และปีใหม่ ส่วนการตรวจสอบเรื่องความโปร่งใส จะมีการใช้เทคโนโลยี และ AI ในการตรวจสอบ จะย้าย กทม. ที่สำนักงานเขต ให้มาอยู่บนออนไลน์ เพื่อให้บริการได้สะดวกมากขึ้น

ส่วนระบบการบริหารจัดการเมือง จะแก้ปัญหาเมืองเชิงรุก ผลักดันร่าง พ.ร.บ. กรุงเทพมหานคร ปรับกฎหมายให้สอดคล้องในปัจจุบัน ลดงานซ้ำซ้อน รวมไปถึงเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชน


นายชัชชาติ กล่าวอีกว่า เรามี 251 นโยบาย ย้ำว่าไม่มั่ว มีที่มาที่ไปทุกนโยบาย มีตัวชี้วัดว่าจะสำเร็จอย่างไร และจะขึ้นบนเว็บไซต์ให้สามารถติดตามได้ และเมื่อสักครู่ที่ไปลงพื้นที่คลองเตย ก็ได้เพิ่มอีกนโยบาย คือการทำศูนย์กายภาพบำบัดในชุมชนให้ผู้ป่วยติดเตียง


สุดท้ายนี้ จากสวนดุสิตโพลที่มีอยู่ 4 คำถาม โดยมีคำถามที่เห็นแล้วน้ำตาจะไหล คือคำถามที่ถามประชาชนว่า หลังจากได้ผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่คิดว่า กทม. จะเป็นอย่างไร โดยจำนวน 78.03% บอกว่าดีขึ้น 21.5% บอกว่าเหมือนเดิม และมีไม่ถึง 1% ที่บอกว่าจะแย่ลง ซึ่งแสดงว่าทุกคนมีความหวังกับเมืองนี้ ไม่ได้เกี่ยวกับตนเอง ทุกคนมีความหวังว่าเมืองนี้จะดีขึ้น ไม่ว่าใครจะเป็นผู้ว่าฯ แสดงว่ากรุงเทพฯ มีความหวังซึ่งส่อได้สองนัย คือเรายังเชื่อมั่นว่าระบอบประชาธิปไตย เป็นระบอบที่จะเลือกคนที่มาทำงานให้เราได้เป็นระบอบที่มีประสิทธิภาพ ดีกว่าระบอบเผด็จการที่ไม่ฟังเสียงประชาชน


หน้าที่เราไม่ใช่แค่การสร้างเมือง แต่ต้องสร้างความหวังความมั่นใจกับระบอบประชาธิปไตยให้ประชาชนว่า ระบอบนี้เป็นระบอบที่ทรงพลัง แก้ปัญหาโจทย์ของเมืองได้ สร้างความหวังให้คนได้ และโพลนี้ ตอบเลยว่าคนกรุงเทพฯ มีความหวัง อย่าหมดความหวัง ชีวิตอยู่ด้วยความหวัง และหน้าที่เราทีมชัชชาติ จะพยายามทำความหวังให้เข้มแข็งขึ้น เชื่อว่ากรุงเทพฯ เป็นเมืองที่สร้างโอกาส และความหวังให้กับทุกคนได้ และทุกคนต้องร่วมมือกัน ทุกคนมีส่วนร่วมในการทำนี้ให้ดีขึ้นได้” นายชัชชาติ กล่าวทิ้งท้าย


นายชัชชาติ กล่าวถึง การวัดว่านโยบายสามารถทำได้อย่างเป็นรูปธรรมและก้าวกระโดด ว่า คำว่าก้าวกระโดดมาจากคำว่า Scaling โดย 4 ปีที่ผ่านมา เราได้ทำโมเดลเอาไว้แล้ว และก็พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงจริง ซึ่งจะนำโมเดลนั้นมาขยายต่อทำทั้งเมือง อนาคตคือการนำเทคโนโลยีมาขยายผลให้ก้าวกระโดดทันที เพราะเทคโนโลยีไม่มีข้อจำกัดความจุ ความเร็ว ก็ไม่มีข้อจำกัด เราทำมาตลอด 4 ปี และทุกเรื่องทำได้หมด พร้อมยืนยันว่า 251 นโยบายนี้เป็นนโยบายใหม่ และจะทำนโยบายเก่าด้วย ถ้ารวมทั้งหมดก็มีกว่า 500 นโยบาย หัวใจความสำเร็จของการบริหาร ต้องมีแอ็กชันแพลน ให้สอดคล้องประสานกันไปถึงเป้าหมายเดียวกัน


ส่วนการนำ AI เข้ามาช่วยเรื่อง การปราบปรามทุจริตคอร์รัปชันนั้น ตอนนี้เห็นว่ากลุ่มที่มีนโยบายเรื่องนี้ ก็ดีที่มองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ แต่ AI ไม่ใช่เครื่องมือวิเศษแก้ปัญหาทุกอย่างได้ AI ต้องมีการสอน เชื่อว่ามาถูกทาง แต่เราจะไม่มอง AI เป็นคำตอบเดียว เราจะมอง AI เป็น IA คือ intelligent assistant ซึ่งต้องใช้ให้เป็นประโยชน์ในการต่อต้านทุจริต


นายชัชชาติ ย้ำว่า การทำเรื่องเส้นเลือดฝอยไม่ใช่เพราะกลุ่มเปราะบาง แต่ทุกคนต้องเผชิญปัญหาเส้นเลือดฝอย อย่างเช่นเรื่องน้ำท่วม เส้นเลือดฝอยไม่ใช่สำหรับคนเปราะบาง แต่สำหรับทุกคนในเมืองนี้ แต่คนนี้เปราะบางอาจมีบางเรื่องที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ การดูแลกลุ่มเปราะบางเปลี่ยนเมืองได้ หัวใจของการเปลี่ยนเมือง ไม่ใช่เทคโนโลยี แต่เป็นการเข้าใจจิตใจซึ่งกันและกัน


นอกจากนี้ ภายในงานเปิดตัวนโยบาย นายชัชชาติยังได้พาพี่ชายฝาแฝด ศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ และพี่สาว รศ.ดร.ปรีชญา สิทธิพันธุ์ มาร่วมเปิดตัวนโยบายในครั้งนี้ด้วย