“ชัชชาติ” หาเสียงวันแรก ลุยอนุสาวรีย์ชัยฯ อโศก คลองเตย ชู “เมืองเดินได้ เดินปลอดภัย” สานต่อภารกิจกรุงเทพฯ เมืองน่าอยู่ของทุกคน ย้ำไม่ลืมคลองเตย จุดเริ่มต้นงานเมืองขับเคลื่อนกรุงเทพฯ  


วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 หลังเสร็จสิ้นกระบวนการรับสมัครและจับหมายเลข นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม. เบอร์ 9 พร้อมด้วยคณะ “กรุงเทพฯ ทำงาน”  ขึ้นรถแห่ไฟฟ้า (EV) ที่ไม่ก่อมลพิษให้เมือง เดินทางจากศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง ไปยังอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร ถือเป็นเส้นทางประเดิมหาเสียง ก่อนโดยสารขนส่งมวลชน เดินทางไปหาเสียงตลอดทั้งวันในหลายพื้นที่ทั่วกรุงเทพฯ โดยมีชาวกรุงเทพฯ ให้กำลังใจและขอถ่ายรูปด้วยจำนวนมาก 

ที่บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ นายชัชชาติ ได้นำเสนอโครงการ “สกายวอล์ก ราชวิถี” เพื่อตอกย้ำยุทธศาสตร์ “เมืองเดินได้” และเป็นการส่งเสริมพื้นที่สาธารณะที่ประชาชนเข้าถึงได้และใช้งานได้จริง เพราะในอดีตสกายวอล์กมีเพียงครึ่งหนึ่งของวงเวียนอนุสาวรีย์ชัยฯ ขณะที่พื้นที่โดยรอบเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ มีโรงพยาบาลอยู่ประมาณ 7-8 แห่ง ทำให้ประชาชนที่ต้องเดินทางไปโรงพยาบาล ต้องลงไปเดินบนทางเท้า ดังนั้น นี่จึงเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ที่ให้ความสำคัญและขยายผลจนเป็นรูปธรรม ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา 

นอกจากนี้ โครงการสกายวอล์กยังช่วยอำนวยความสะดวกด้านการจราจรในพื้นที่ด้วย เพราะประชาชนไม่ต้องเดินตัดถนน เมื่อคนเดินข้ามถนนน้อยลง รถก็ไม่ต้องชะลอ เพื่อรอคนเดินผ่าน และในอนาคตนโยบายจะมีการเพิ่มสกายวอล์กในหลายจุด รวมถึงพื้นที่ฝั่งธนฯ และพื้นที่อื่นๆ หากมีโอกาสกลับมาทำงานต่อ ก็จะผลักดันการเพิ่มสกายวอล์กเพิ่มเติม

...

ปัจจุบัน โครงการสกายวอล์ก ราชวิถี อยู่ระหว่างการก่อสร้างเพื่อเชื่อมต่อ Skywalk เดิมในพื้นที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ให้ครบลูปเป็นวงกลม และจะก่อสร้างต่อเนื่องไปถึงโรงพยาบาลรามาธิบดี ถนนพระรามที่ 6 ที่ปัจจุบัน มีผู้ใช้งานหนาแน่น ซึ่งจุดเด่นของสกายวอล์ก นอกจากทำให้เดินดีมีร่มเงาแล้ว ยังออกแบบโดยไม่กีดขวางทางเท้า เนื่องจากเสาของโครงการทั้งหมดติดตั้งภายในรั้วของเจ้าของพื้นที่ ซึ่งทั้งหมดนี้ เกิดจากความร่วมหารือของ กทม. และหน่วยงานต่างๆ อย่างใกล้ชิด 

ผู้สื่อข่าวถามถึงการเลือกเดินทางด้วยรถไฟฟ้าบีทีเอสในวันนี้ต้องการสื่อสารอะไร ชัชชาติ กล่าวว่า ขนส่งสาธารณะเป็นเรื่องสำคัญ และอยากให้ประชาชนใช้ขนส่งสาธารณะมากขึ้น เพราะจะช่วยทั้งเรื่องปัญหาจราจรและลดการปล่อยก๊าซ รวมถึงมลพิษต่างๆ

“รถไฟฟ้าบีทีเอสเป็นโครงการของ กทม. และการเดินทางด้วยขนส่งสาธารณะยังช่วยลดผลกระทบต่อประชาชนในช่วงหาเสียง เพราะหากใช้รถหลายคันลงพื้นที่ อาจทำให้การจราจรติดขัดและสร้างภาระให้ประชาชน” 


จากนั้น นายชัชชาติและคณะ “กรุงเทพฯ ทำงาน” ได้นั่งรถไฟฟ้า BTS ไปย่านอโศกมนตรี แวะทักทายผู้ค้าและคนเดินตลาดรวมทรัพย์ และตลาดนัด มศว. โดยระหว่างทางนายชัชชาติได้แวะดูทางเท้ามาตรฐานใหม่ย่านอโศก ซึ่งได้รับการปรับปรุงเป็นทางเท้าคอนกรีตเสริมเหล็ก ป้องกันปัญหาซ่อมแล้วซ่อมอีก ที่เป็นหนึ่งในปัญหาที่คนกรุงเทพฯ ร้องเรียนสูงสุด ซึ่งทางเท้ามาตรฐานใหม่นี้ยังพัฒนาในหลายย่านโดยเฉพาะย่านที่มีคนหนาแน่น เช่น วิทยุ เพลินจิต สีลม 

นอกจากนี้ ยังมีโครงการ “อโศกโมเดล” ที่ กทม. ผลักดันให้เป็นต้นแบบเมืองเดินได้ เดินดี และปลอดภัย โดยเฉพาะการยกระดับทางข้ามปลอดภัย ใช้เทคโนโลยีส่งเสริมความปลอดภัยคนเดินเท้า การติดตั้งธงแดงเตือนผู้ขับขี่ ถือเป็นการนำร่องปรับปรุงทางข้าม 3,123 จุดทั่วกรุงเทพฯ อีกด้วย ซึ่งการพัฒนาทางเท้ามาตรฐานใหม่ และ อโศกโมเดลนี้ ดำเนินการภายใต้การบริหารงานของผู้ว่าฯ นายชัชชาติสมัยแรก ร่วมมือกับ สตช. สสส. และภาคีเครือข่าย 

นายชัชชาติ ยังได้เดินทางต่อไปยังชุมชนคลองเตยโดยรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า (MuvMi) เพื่อพบปะประชาชนชาวคลองเตยบริเวณมูลนิธิดวงประทีป โดยชุมชนคลองเตยถือเป็นหัวใจสำคัญของกรุงเทพมหานคร เพราะเป็นกลุ่มคนที่ช่วยขับเคลื่อนเมืองในหลายมิติ ดังนั้นเรื่องสำคัญที่ต้องดูแลให้ดีคือ การศึกษาและการสาธารณสุข

สำหรับแนวทางแก้ปัญหาเรื่องบัตรทองและการส่งตัวเข้ารับการรักษานั้น นายชัชชาติ มองว่า การอยู่ในระบบของ กทม. จะช่วยให้การดูแลและการส่งตัวทำได้ง่ายขึ้น จึงมีแนวคิดขยายการรองรับผู้ป่วยของศูนย์บริการสาธารณสุขเพิ่มอีก 300,000 คน เพื่อลดปัญหาการส่งตัวที่ยุ่งยากแบบเดิม

เช่นเดียวกับเรื่องการศึกษา ที่เป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากลูกหลานได้รับการศึกษาที่ดี มีความรู้ และทำงานได้ ก็จะสามารถพัฒนาตัวเอง มีงานที่ดี และมีที่อยู่อาศัยได้

“ผมจะทำทุกอย่างให้ดีที่สุด และไม่ลืมพื้นที่คลองเตย ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่เคยมาลงพื้นที่เมื่อประมาณ 6 ปีก่อน และพร้อมจะยังคงดูแลประชาชนตลอดไป ชาวคลองเตยคือหนึ่งในกำลังขับเคลื่อน กทม. ที่สำคัญ”

ส่วนกรณีแนวคิด “เส้นเลือดฝอย” นั้น นายชัชชาติ กล่าวว่า ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา กทม. ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเส้นเลือดฝอยของเมืองในหลายด้าน เช่น แก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากเมื่อฝนตกหนัก ด้วยการลอกท่อระบายน้ำ ปรับปรุงทางเท้ามาตรฐานใหม่กว่า 1,100 กิโลเมตร พัฒนาคอมพิวเตอร์ให้เด็กนักเรียนในสังกัดกว่า 250,000 คน หรือสร้างสวน 15 นาทีใกล้ชุมชนแล้วกว่า 400 แห่ง เมื่อเส้นเลือดฝอยเหล่านี้เชื่อมต่อกัน จะกลายเป็น “ระบบพื้นฐานของเมือง” ที่สำคัญไม่แพ้เส้นเลือดใหญ่ และการแก้ปัญหาเส้นเลือดฝอยคือการแก้ปัญหาที่กระทบชีวิตประจำวันของประชาชนโดยตรง พร้อมย้ำว่า กทม. ไม่ได้ละเลยเส้นเลือดใหญ่ เช่น การจ่ายหนี้ BTS  แต่การพัฒนาเมืองต้องเดินควบคู่กันทั้งระดับโครงสร้างใหญ่และคุณภาพชีวิตของผู้คนในทุกวัน

 นายชัชชาติยังเชิญชวนประชาชนร่วมรับฟังการเปิดนโยบายใหม่อีก 251 นโยบาย ในช่วงเย็นนี้ ซึ่งครอบคลุมหลายประเด็น ทั้งเรื่องผู้สูงอายุ สิ่งแวดล้อมของเมือง และเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเศรษฐกิจที่มี 2 มิติ คือ เศรษฐกิจของบริษัทขนาดใหญ่ และเศรษฐกิจข้างถนน ในขณะเดียวกันก็พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะจากประชาชนเพิ่มเติมด้วย และหากได้รับโอกาสกลับมาทำงานต่อ ก็จะเดินหน้าต่อไป

“นโยบายเราก็สามารถเพิ่มได้ ถ้าอยากจะให้ทำตรงไหน แจ้งมา เดี๋ยวรับฟังไว้ แล้วถ้าเกิดได้กลับขึ้นมา ก็จะลุยหน้าต่อ”