“ไหม ศิริกัญญา” ซัดกองทุนบัตรคนจน ตั้งงบไม่พอจนต้องดึงเงินกู้วิกฤตพลังงาน 1.88 หมื่นล้านมาโปะ เสี่ยงผิดกฎหมาย จี้เปิดผลลัพธ์ช่วยคนพ้นเส้นความยากจนได้กี่คน
วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในวาระการรับทราบรายงานประจำปีกองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ประจำปีงบประมาณ 2567 นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้อภิปรายตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพในการใช้จ่ายของกองทุนฯ โดยระบุว่า หลังจากที่ตนได้อ่านรายงานเล่มนี้ ก็มีข้อสังเกตและความประหลาดใจ เนื่องจากในปี 2567 มียอดเงินที่กองทุนประชารัฐฯ ได้รับจัดสรรตามระบบงบประมาณปกติประมาณ 50,000 ล้านบาท และมีเงินอีกส่วนหนึ่งราว 120,000 ล้านบาทที่เติมเข้ามาจากโครงการที่เคยจะทำเป็นดิจิทัลวอลเล็ต แต่ต่อมากลายเป็นโครงการเติมเงินให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายละ 10,000 บาท แต่กลับไม่เห็นการประเมินผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพการใช้จ่ายของเงินส่วนหลังนี้เลย
จึงต้องสอบถามว่าด้วยเหตุผลใดจึงไม่มีการรวมเงินในส่วนนั้นเข้ามาในรายงานฉบับนี้ ทั้งที่ผู้ได้รับประโยชน์ก็คือผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยในส่วนผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพการใช้จ่ายมีการประเมินเพียงคร่าวๆ ว่าเงินในส่วนของการบรรเทาค่าครองชีพจะช่วยค่าครองชีพให้เป็นสัดส่วนใดของเส้นความยากจน แต่ตัวชี้วัดที่ดีว่ากองทุนนี้ได้ผลหรือไม่ คือสามารถที่จะช่วยยกระดับคนที่อยู่ใต้เส้นความยากจนให้ขึ้นมาอยู่เหนือเส้นได้กี่คน
นางสาวศิริกัญญากล่าวต่อไปว่า ขณะเดียวกัน ส่วนที่เพิ่มเติมเข้ามาในรายงานว่ามีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ 0.14% ของจีดีพี หรือกระตุ้นการบริโภคได้ 0.68% นั้น อาจจะไม่ใช่เป้าหมายหลักของกองทุนประชารัฐฯ ที่มุ่งช่วยเหลือผู้ที่มีรายได้น้อย ที่สำคัญกว่านั้น กองทุนประชารัฐฯ จะต้องมีการลงทะเบียนให้กับผู้ถือบัตรรายใหม่ทุกๆ 2 ปี แต่จากรอบที่แล้วเปิดลงทะเบียนไปในปี 2566 ก็น่าจะครบกำหนดการลงทะเบียนใหม่ไปตั้งแต่ปี 2568 แล้ว จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีการลงทะเบียนใหม่ เท่ากับว่าเกินกำหนดระยะเวลาเดิมไปถึง 2 ปี จึงต้องสอบถามว่าติดขัดอะไร เพราะอาจมีความเกี่ยวพันกับงบประมาณที่ได้รับจัดสรรในปีนี้ด้วย
...
นอกจากนี้ ตนยังเห็นรูปแบบบางอย่างของงบประมาณที่กองทุนประชารัฐฯ ได้รับจัดสรร อย่างในปีงบประมาณ 2567 ถ้าตัดเงินในส่วนที่นำไปแจกเงินสด 10,000 บาทแล้วออกไป ปรากฏว่ากองทุนนี้ได้รับอนุมัติจัดสรร 50,015 ล้านบาท แต่ใช้จริงถึง 55,814 ล้านบาท เกินจากที่ได้รับมาค่อนข้างมาก โดยเงินที่นำมาโปะเพิ่มส่วนหนึ่งมาจากยอดคงเหลือที่ยกมาจากปีก่อนหน้า และอีกส่วนหนึ่งมาจากการของบกลาง
นางสาวศิริกัญญากล่าวว่า นี่คือรูปแบบที่เกิดขึ้นซ้ำๆ เช่นเดียวกับในปีงบประมาณ 2568 กองทุนฯ ได้รับอนุมัติจัดสรร 50,400 ล้านบาท แต่ใช้จริง 62,207 ล้านบาท ซึ่งอาจถือได้ว่ามีความจำเป็น และเป็นไปได้ที่จะต้องใช้มากกว่านั้นก็จริง แต่ก็อยากสอบถามว่าทำไมถึงไม่สามารถจัดสรรให้ใกล้เคียงกับจำนวนที่ใช้จริงได้ พอมาถึงปีงบประมาณ 2569 ยิ่งแล้วใหญ่ ตามเอกสารคำของบประมาณ กองทุนประชารัฐฯ ขอมาถึง 69,154 ล้านบาท แต่ได้รับอนุมัติจัดสรรเพียง 30,000 ล้านบาท ซึ่งมีการชี้แจงในคณะกรรมาธิการงบประมาณฯ ว่าเป็นเพราะมีงบประมาณคงเหลือบางส่วน ถ้าไม่พอเมื่อไรสำนักงบประมาณก็จะพิจารณาจัดสรรงบกลางเพิ่มเติมตามความจำเป็น
ซึ่งแผนของการใช้งบประมาณก็ชัดเจนว่า 30,000 ล้านบาทไม่มีวันเพียงพอ โดยกองทุนฯ เองก็ระบุไว้ในแผนการปฏิบัติงานในเอกสารงบประมาณ ว่าจะใช้ 30,000 ล้านบาทนี้หมดตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ของปีงบประมาณ 2569 จึงเป็นเหตุให้จำเป็นต้องส่งคำของบประมาณไปที่คณะกรรมการกลั่นกรอง พ.ร.ก.เงินกู้ฯ 400,000 ล้านบาท เพื่อขอรับจัดสรรเงินเพิ่มเติมอีก 18,800 ล้านบาท ซึ่งไม่น่าจะตรงตามวัตถุประสงค์ที่ระบุไว้ใน พ.ร.ก.เงินกู้ฯ ว่าจะต้องใช้เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากวิกฤตพลังงาน
“18,800 ล้านบาทที่ท่านขอเพิ่มเติม มันเป็นสวัสดิการที่ผู้ถือบัตรฯ พึงมีพึงได้ ไม่ว่าจะมีวิกฤตหรือไม่มีวิกฤตการณ์พลังงานก็ตาม มันเป็นการช่วยเหลือของเก่า ไม่ใช่การเยียวยาของใหม่ ก็เลยอยากสอบถามว่าถ้าอยากจะหยุดวงจรอุบาทว์ของการจัดสรรงบประมาณที่ไม่เคยเพียงพอมาอย่างยาวนานต่อเนื่องสำหรับกองทุนประชารัฐฯ นี้ เราควรจะต้องทำอย่างไรดี”
นางสาวศิริกัญญากล่าวทิ้งท้ายว่า ก่อนหน้านี้ตนเข้าใจมาตลอดว่าเป็นเพราะสำนักงบประมาณหรือไม่ ที่อาจพยายามบริหารจัดการงบประมาณให้ลงไปตามสัดส่วนงบประมาณต่างๆ ที่กฎหมายกำหนดไว้ จึงจำเป็นที่จะต้องตัดรายจ่ายประจำบางส่วนเพื่อทำให้รายจ่ายลงทุนมีสัดส่วน 20% ตามที่กฎหมายระบุ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับรายจ่ายประจำหลายรายการที่ได้รับจัดสรรในแต่ละปี อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มาชี้แจงในคณะกรรมาธิการงบประมาณฯ ปี 2569 วันนั้นก็ดูจะไม่ได้เป็นเดือดเป็นร้อน เพราะมั่นใจว่าน่าจะได้งบกลางมาเพิ่มเติม แต่ท้ายที่สุดกลายเป็นว่าวันนี้งบกลางในส่วนเงินสำรองใช้จ่ายฉุกเฉินก็ไม่มีให้นำมาโปะแล้ว จึงจำเป็นที่จะต้องมาล้วงเอาเงินจาก พ.ร.ก.เงินกู้ฯ มาใช้แทน ซึ่งน่าจะผิดกฎหมาย จึงอยากเรียนถามไปยังผู้มาชี้แจงวันนี้ว่า เราจะออกจากวังวนของการได้รับเงินไม่เพียงพอสำหรับกองทุนประชารัฐฯ อย่างไร