“ภาวุธ” สาวไส้โครงการ “TH AI Passport” 1.6 พันล้าน แฉพิรุธเร่งจบงานล็อกสเปกทีโออาร์ “ไชยชนก” โต้เดือดทุกขั้นตอนโปร่งใส
วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ได้เกิดการเผชิญหน้าและตอบโต้กันอย่างรุนแรงในประเด็นความโปร่งใสของโครงการรัฐ โดยนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ตั้งกระทู้สดด้วยวาจาถามนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กรณีความผิดปกติในการดำเนินโครงการไทยแลนด์เอไอพาสปอร์ต (TH AI Passport) สำหรับประชาชน 5 ล้านคน มูลค่าสูงถึง 1,621 ล้านบาท ซึ่งอยู่ภายใต้กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (สดช.)
นายภาวุธอภิปรายเปิดโปงชุดข้อมูลความผิดปกติของโครงการดังกล่าวว่า เป็นโครงการที่ สดช. ตั้งเรื่องเอง ชงเอง และอนุมัติเอง โดยนำเงินกองทุนฯ ที่เหลืออยู่มาหารเฉลี่ยเป็นค่าหัวแจกเอไอหัวละ 300 บาท ซึ่งไม่ได้มาจากฐานความต้องการที่แท้จริงของประเทศ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึง "ความบังเอิญ" 4 ประการที่ส่อเค้าทุจริตเชิงนโยบายอย่างรุนแรง ซึ่งโครงการระดับพันล้านบาทปกติใช้เวลาศึกษานาน 3-6 เดือน แต่โครงการนี้ใช้วิธีเร่งประมูลตั้งแต่ประกวดราคาจนยื่นเอกสารจบภายใน 34 วัน ส่อเค้ามีไอ้โม่งรู้ข้อมูลล่วงหน้า
นายภาวุธกล่าวอีกว่า มีการกำหนดให้ทำประชาสัมพันธ์ผ่านจอดิจิทัลในร้านสะดวกซื้อ 1,500 สาขา ซึ่งในประเทศไทยมีกลุ่มทุนสื่อเพียงรายเดียวที่ครองสิทธินี้ และบริษัทที่ชนะการประมูลก็คือกลุ่มกิจการร่วมค้าที่เป็นเจ้าของสิทธิจอดังกล่าว และกลุ่มบริษัทที่เข้ามาทำหน้าที่วางราคากลาง กลับเป็นกลุ่มเดียวกันที่เข้ามาร่วมยื่นซองเสนอราคากันเอง และชนะไปในราคาที่เบียดเฉียดฉิว นอกจากนี้ยักษ์ใหญ่กลุ่มนี้เป็น 3 บริษัทเดียวกับที่เข้าทำราคากลางในบิ๊กโปรเจกต์กระทรวง อว. และกระทรวงศึกษาธิการ มูลค่ารวมกว่า 10,000 ล้านบาท และยังเป็นกลุ่มที่ชนะงานโมโตจีพี บุรีรัมย์ ซึ่งสะท้อนความเชื่อมโยงกับทุนใกล้ชิดพรรคภูมิใจไทย
...
ด้านนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี ได้ชี้แจงหักล้างข้อกล่าวหา โดยอธิบายถึงความจำเป็นเร่งด่วนว่า ประเทศไทยกำลังก้าวสู่สังคมสูงวัย แรงงานลดลง จึงจำเป็นต้องนำเทคโนโลยีเอไอมาเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ของประเทศอย่างเร่งด่วน ส่วนสาเหตุที่ต้องดึงงบจากกองทุน สดช. มาใช้ เนื่องจากรัฐบาลอนุทิน 1 เข้าปฏิบัติหน้าที่เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ซึ่งไม่ทันงบประมาณประจำปี จึงต้องใช้กลไกกองทุนตามมาตรา 23 และ 26 แห่ง พ.ร.บ.ดีอีฯ ซึ่งถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ
นายไชยชนกยืนยันว่า โครงการ TH AI Passport ไม่ใช่การแจกโค้ดเอไอระดับโปรให้ใช้ฟรีอย่างไร้ประโยชน์ แต่มุ่งเน้นการสร้างระบบนิเวศ (AI Ecosystem) และการขับเคลื่อน AI Literacy ผ่านโมเดล "Learn to Earn" โครงการนี้กำหนดให้ประชาชนที่เข้าร่วมสิทธิต้องเข้าคอร์สเรียนเพื่อพัฒนาทักษะการสั่งการเอไอ (Prompting) ซึ่งเป็นหลักสูตรที่สร้างร่วมกับกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลก และมีการมอบใบรับรอง (Certificate) ให้อย่างเป็นทางการ เพื่อยกระดับแรงงานไทยขยับขึ้นไปอยู่เหนือมาตรฐานโลก” นายไชยชนก กล่าว
สำหรับปมตัวเลข 5 ล้านสิทธินั้น นายไชยชนกแจงว่า อ้างอิงจากตัวเลขการเข้าถึงเอไอของประชากรไทยในปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ 10.67% หากเติมอีก 5 ล้านสิทธิ จะช่วยกระตุ้นให้ไทยขยับขึ้นไปอยู่ที่ 22-23% เทียบเท่าประเทศเวียดนาม ส่วนข้อกล่าวหาเรื่องการเอื้อประโยชน์กลุ่มทุนหรือกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างลึกลับ นายกรัฐมนตรีและตนยันยืนว่าทุกขั้นตอนดำเนินงานผ่านคณะกรรมการอย่างเป็นธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้ และไม่มีการล็อกสเปกเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มการเมืองใด ๆ ทั้งสิ้น
ข้อกล่าวหาที่ว่ากระบวนการจัดซื้อจัดจ้างทั้งหมดใช้เวลาเพียง 34 วันนั้น นายไชยชนก ชี้แจงว่า ไม่เป็นความจริง โครงการนี้เริ่มประกาศอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 และมีการทำประชาพิจารณ์ร่างทีโออาร์ (TOR) เปิดให้คัดค้านช่วงวันที่ 15-22 ธันวาคม 2568 ซึ่งทีโออาร์มีทั้งหมด 33 หน้า มีส่วนที่เกี่ยวข้องกับการประชาสัมพันธ์เพียง 2 หน้าเท่านั้น ส่วนเวลา 34 วันที่ฝ่ายค้านอ้าง เป็นเพียงแค่กรอบเวลาในขั้นตอนการยื่นข้อเสนอโครงการ ยืนยันว่ากระบวนการรวมทั้งหมดใช้เวลานานถึง 5 เดือน ผ่านระบบ e-bidding ถูกต้องตามกฎหมาย
นายไชยชนกกล่าวต่อว่า เรื่องเทคโนโลยีเป็นกระดูกสันหลังของประเทศ ซึ่งตนมองว่าทำช้าไปด้วยซ้ำ โดยที่ผ่านมาในรัฐบาลอนุทิน 1 ได้เคยแจก Google Gemini ให้เด็กอายุ 18-23 ปีใช้ฟรีมาแล้ว การจัดทำ TH AI Passport จึงเป็นการต่อยอดเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ พร้อมสวนกลับปมการจัดซื้อตรงไปยังบริษัทแม่ในต่างประเทศ (เช่น OpenAI) ว่าทำไม่ได้เนื่องจากติดข้อกฎหมายภาครัฐ และสิงคโปร์ก็ไม่ได้ซื้อตรงตามที่ฝ่ายค้านกล่าวอ้าง
“ที่บอกว่าสิงคโปร์ซื้อตรงก็ไม่จริง และหากซื้อตรงในรูปแบบ Subscription ข้อมูลคนไทยก็จะถูกส่งไปประมวลผลที่ต่างประเทศทั้งหมด ไม่สามารถพัฒนาระบบนิเวศไอทีในไทยได้ ส่วนเรื่องงบประมาณ สิงคโปร์ใช้เงินกว่า 2.7 หมื่นล้านบาท ตกคนละ 700 บาทต่อเดือน แต่ของไทยใช้เฉลี่ยเพียง 27 บาทต่อคนต่อเดือน แถมมีระบบ Learning โมเดล ซึ่งถูกกว่าสิงคโปร์ถึง 20 เท่า ยืนยันว่าหน้าที่ของผมคือคุมนโยบายให้คุ้มค่าเงินแผ่นดิน ใครจะประมูลได้ไม่ใช่เรื่องของผม ถ้าคิดว่ามีช่องโหว่ก็ไปร้องเรียนตามกระบวนการได้เลย” นายไชยชนก ระบุ
ด้าน นายภาวุธได้ใช้สิทธิ์อภิปรายโต้ว่า แม้เนื้อหาประชาสัมพันธ์จะมี 2 หน้า แต่รายละเอียดในนั้นชัดเจนว่าเป็นการ ”ล็อกสเปก” ให้กับบริษัทเครือข่ายกลุ่มทุนเดิม พร้อมตั้งคำถามว่า วันนี้คนไทยจำเป็นต้องใช้เอไอเวอร์ชันท็อปถึง 5 ล้านคนจริงหรือ สู้เอาเงิน 1,500 ล้านบาท ไปปรับแผนซื้อเป็นระบบ Token-based (จ่ายตามการใช้งานจริง) คาดว่าจะใช้เงินเพียง 100-200 ล้านบาทก็พอ ถ้าคนใช้เยอะค่อยซื้อเติม ไม่จำเป็นต้องละเลงงบพันล้านไปนอนแช่ไว้ให้บริษัทตัวกลางกินส่วนต่าง โดยที่ประเทศไทยไม่ได้สิทธิ์ให้บริษัทแม่มาตั้งแล็บวิจัยในประเทศเหมือนชาติอื่น
“ถ้ารัฐมนตรีมองว่าใครจะได้รับงานไม่ใช่เรื่องของตน มีหน้าที่แค่คลอดนโยบาย แบบนี้แปลว่าถ้าเกิดมีการทุจริตหรือโกงกันขึ้นมา ท่านรัฐมนตรีก็จะไม่สนใจเลยใช่ไหม การไม่ยอมตอบประเด็นเรื่องกลุ่มทุนเครือข่ายหน้าเดิมที่เข้ามารับงาน มันคือการหลีกเลี่ยงหน้าที่ของรัฐมนตรีในการรักษาผลประโยชน์ที่ชอบธรรมให้ประชาชน” นายภาวุธกล่าว
ในช่วงท้าย พรรคประชาชนได้ยื่นข้อเสนอเรียกร้องให้รัฐบาล “ชะลอการเปิดลงทะเบียนโครงการในเดือนหน้าออกไปก่อน” เพื่อส่งเรื่องให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) หรือ ป.ป.ช. เข้ามาตรวจสอบกระบวนการประมูลล็อกสเปกทั้งหมด เพื่อขจัดข้อสงสัยเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนซ่อนเงื่อนให้กระจ่างชัดต่อสายตาประชาชน ทว่าฝั่งรัฐมนตรียังคงยืนกรานว่า หน่วยงานพร้อมเข้าสู่การพิสูจน์ตามกระบวนการหากมีหลักฐาน ยืนยันเดินหน้าโครงการเพื่อประโยชน์ของแรงงานไทย