“อนุชา” ตะโกน “ประชาธิปัตย์ สู้” ก่อนเข้าจับเบอร์ แจงที่มานโยบาย 5 เรื่อง มาจากการลงพื้นที่รับฟังปัญหาจริงของผู้สมัคร สก. 50 เขต ขอโอกาสพร้อมเปิดเผยความโปร่งใส ด้าน “อภิสิทธิ์”  ลั่นครั้งนี้ตั้งเป้าได้มากกว่าคนอื่น 1 คะแนนพอ


วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 7.40 น. ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 นายอนุชา บูรพชัยศรี ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาธิปัตย์ เดินทางมาพร้อม ผู้สมัคร สก. และ ผู้บริหารพรรค ได้แก่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค รวมทั้งรองหัวหน้าพรรค นายกรณ์ จาติกวณิช นายสกลธี ภัททิยกุล นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค


ทั้งนี้ นายอนุชา และคณะ เดินทางมาด้วยรถบัส โดยเมื่อมาถึงอาคารไอราวัตพัฒนา ได้ทักทายสื่อมวลชน พร้อมชูกำปั้น ก่อนจะตะโกน “ประชาธิปัตย์ สู้”


นายอนุชา ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า เราได้นำเสนอนโยบายที่เราลงไปพูดคุยกับประชาชน รวมถึงผู้สมัคร สก. ทั้ง 50 เขต จึงเป็นที่มาของนโยบาย 5 เรื่อง ให้คนกทม. เดินทางสะดวก เมืองสะอาด ชีวิตความเป็นอยู่สบาย รายได้ดีขึ้น และตรวจสอบได้ทุกเรื่อง ที่ต้องการนำเสนอให้ประชาชนพิจารณาในครั้งนี้ ส่วนเรื่องจุดอ่อนเรื่องการทุจริตในกทม. นายอนุชา กล่าวว่า เรื่องแรกที่ต้องทำ คือเปิดกว้างเรื่องข้อมูลข่าวสารที่เป็น ดาต้าเบส ที่นำมาประมวลเห็นได้ถึงความผิดปกติ เรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง ว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างไรบ้าง ที่พรรคยินดีจะเปิดเป็นสาธารณะ ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายโดยไม่มีการปิดบังทั้งสิ้น ส่วนเรื่องแอปส่องรัฐ เป็นแค่ส่วนหนึ่ง แต่ที่สำคัญคือข้อมูลข่าวสารทั้งหมดที่กทม. มีอยู่แล้ว ทั้งเรื่องการเปิดสัญญา การประมูล เพื่อให้ประชาชนได้เห็นที่มาที่ไป เพื่อให้เห็นว่าเป็นไปอย่างถูกต้อง 

...


เมื่อถามถึงเรื่องเป้าหมายของแคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. ในยุคการฟื้นฟูพรรคประชาธิปัตย์  นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การอาสาตัวมารับใช้คนกรุงเทพฯ เป็นเรื่องสำคัญของพรรค ทุกองคาพยพ พร้อมจะมารับใช้คนกทม.  เพราะปัญหาของคนกรุงเทพฯ มันเกี่ยวพันกับปัญหาระดับชาติทั้งสิ้น การจะเดินหน้าทำให้คนกรุงเทพฯ เป็นไปได้มากกว่านี้ต้องอาศัยกลไกทุกระดับ ที่พรรคมีความพร้อมทั้งเรื่องนโยบายและบุคลากร และตั้งใจจะให้คนกรุงเทพฯ ใช้โอกาสนี้ทบทวนดูว่าในอนาคตของเมืองหลวง ประเทศไทยจะไปในทิศทางใดและทุกอย่างจะต้องตรวจสอบได้ เพราะการเมืองสุจริต บ้านเมืองสุจริต คือหัวใจ


เมื่อถามว่าต้องได้คะแนนเท่าไหร่ ถึงจะมองว่า ปชป. กลับมาแล้ว นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่าต้องได้มากกว่าคนอื่นสัก 1 คะแนนก็พอแล้ว



ต่อมาทีมผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการไทยรัฐทีวีเพิ่มเติม เมื่อถูกถามว่าทำไมคนกรุงเทพฯ ถึงต้องเลือกผู้ว่าฯ จากพรรคประชาธิปัตย์  นายอนุชา กล่าวว่า เพราะเรามี ผู้สมัคร สก. ทั้ง 50 เขต เรามีแผนดูแลทุกระดับตั้งแต่ท้องถิ่นถึงระดับชาติ ที่จะแก้ปัญหาไปพร้อม ๆ กัน  และจะเข้าถึงประชาชนให้มากที่สุด วันนี้เรากลับมาแล้ว ผู้บริหารทุกคนมีแนวทางในการทำงานเพื่อให้ประเทศเดินหน้า ไม่ใช่แค่ กทม. แต่ยังมีพื้นที่อื่นๆ อีก ที่จะทำงานควบคู่กันไป และจะนำนโยบายที่ทำให้ความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น ให้ประชาชนมีความสะดวกสบาย 


เมื่อถามว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์ได้คะแนนได้ 2.5 แสน คะแนน ตัวเลขนี้จะเปลี่ยนแปลงหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตัวเลขอยู่ที่พี่น้องประชาชน 4 ปีที่ผ่านมาเราไม่ได้มีโอกาสตรงนี้ ขอบคุณนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ที่ทำงานให้ประชาชนพอใจได้ระดับหนึ่ง แต่ 4 ปีข้างหน้าจะทำให้ประชาชนตัดสินใจว่าทิศทางจะไปทางไหน  อะไรที่มีอำนาจก็ใช้ ตนเองเชื่อว่า นายอนุชา ที่มีสายสัมพันธ์ที่ดี จะประสานงานกับส่วนอื่นได้ เช่นเรื่อง กัญชา หากอนุชามา กัญชาไม่กลาดเกลื่อน


ด้านนายอนุชา กล่าวว่า กทม. มีปัญหาหลายส่วน แต่จะมองปัญหาอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมองหาโอกาสและความหวัง การเดินทางสะดวกเป็นอีกสิ่งหนึ่ง ที่ต้องการให้ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ ขสมก. มาอยู่ในกทม. เพื่อรองรับประชาชนที่อยู่ตามตรอก ซอกซอย จะให้นั่งวินอย่างเดียวไม่ได้ จะต้องหารถอีวี มาบริการ ไม่ต้องคิดเรื่องกำไร ขาดทุน ยืนยันว่ามีวิธีหารายได้เพิ่มขึ้นเพื่อมาบริหารจัดการแน่นอน ขอให้เราเข้าไป



เมื่อถามว่าการแข่งขันครั้งนี้ดูเหมือนจะหนักหน่วงต้องสู้กับพรรคอื่นและแชมป์เก่าอย่างนายชัชชาติด้วย โดยนายอภิสิทธิ์ ยืนยันไม่ได้เป็นปัญหา เพราะพรรคการเมืองมีหน้าที่นำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับประชาชน และประชาชนจะเป็นคนตัดสิน แต่ยืนยันว่าการทำงานเป็นทีมเป็นเรื่องสำคัญ ส่วนที่ผ่านมา เชื่อว่าหลายอย่างนายชัชชาติอยากทำ แต่หลายเรื่องต้องอาศัยความร่วมมือกัน ส่วนเรื่องการทุจริตที่ยังมีปัญหา เรายืนยันว่ามีนโยบายระดับชาติที่ชัดเจนเรื่องการบริหารราชการแบบสุจริต


เมื่อถามว่านายอนุชา เรียนมัธยมชั้นเดียวกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีการยกหูหากันบ้างหรือไม่ นายอนุชา กล่าวว่า ใช่เป็นเพื่อนกัน มีการพูดคุยกันในลักษณะไม่ร้องขอ ว่าเราเองก็อยู่กันมาจนถึงขณะนี้แล้ว หากไม่เชื่อเพื่อนไม่รู้จะไปเชื่อใคร  ซึ่งหมายความว่าท่านรู้จักตัวตนของผมดี ว่าเป็นคนตรงไปตรงมา เรื่องของเพื่อนจึงเป็นส่วนหนึ่ง แต่เมื่อถึงเวลาที่เราต้องมาพูดถึงเรื่องบ้านเมือง ก็ต้องทำตามหน้าที่ที่เราเห็นชอบตามหลักการ ของพรรคประชาธิปัตย์


เมื่อถามถึงเรื่องตำแหน่งรองผู้ว่าฯ มีความชัดเจนแล้วหรือไม่ นายอนุชากล่าวว่า วันนี้ขอใช้คำว่าคณะทำงานดีกว่า ที่อยากรับฟังข้อเสนอแนะและนโยบายต่างๆ ด้านนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่าอย่ามองแค่เรื่องรองผู้ว่าฯ เพราะ สก. ก็มีบทบาทสำคัญ ยืนยันคนประชาธิปัตย์คลุกคลีกับคนกรุงเทพฯมาโดยตลอด ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญในการสะท้อนปัญหาไปถึงทีมผู้บริหารให้ตรงจุดมากที่สุด