“โจ ชัยวัฒน์” แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. นำทีมผู้สมัคร สก. พรรคประชาชน มาถึงสถานที่รับสมัครเลือกตั้ง หวังคนกรุงเทพฯ เลือกยกทีม ผลักดันวาระไปพร้อมๆ กัน
เมื่อเวลา 06.58 น. วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคประชาชน นำโดย นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แคนดิเดตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ทั้ง 50 เขต เดินทางมาถึงอาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 (ดินแดง) แล้ว โดยรถบัสไฟฟ้า
นายชัยวัฒน์ ให้สัมภาษณ์ช่วงหนึ่งว่า พวกเรามีความพร้อมมาก วันนี้มาพร้อมผู้สมัคร สก. และทีมผู้บริหาร ทางด้านคำถามว่าถูกจับตาเป็น 1 ใน 3 ตัวเต็ง มีความคาดหวังจะเป็นเบอร์ 1 หรือไม่ นายชัยวัฒน์ มองว่าประชาชนชาวกรุงเทพฯ จะเป็นผู้ตัดสิน เรามีหน้าที่ของเราทำให้ดีที่สุด คือใช้โอกาสในการเลือกตั้งของกรุงเทพมหานครในครั้งนี้นำเสนอวาระที่เราต้องการจะพัฒนาอนาคตของ กทม. ในอีก 4 ปีข้างหน้า และอนาคตของ 50 เขตที่อยู่ในกรุงเทพมหานครในอีก 4 ปีข้างหน้า เพราะเรามีทั้งวาระเมืองและวาระเขตของ สก. ทั้งหมด 50 คน มีวาระที่อยากจะสร้างและผลักดันให้เกิดขึ้นถ้าหากได้รับเลือก โดยต้องเลือกผู้ว่าฯ จากพรรคประชาชนด้วย
“ถ้าจะเอาวาระของพรรคประชาชนไปฝากให้ผู้ว่าฯ คนอื่นขับเคลื่อน ก็น่าจะเป็นไปได้ยาก จึงอยากจะเป็นจุดขายอย่างหนึ่งที่พวกเราอยากจะนำเสนอให้เลือกพวกเราแบบยกทีม คือทั้ง สก. จากพรรคประชาชน และผู้ว่าฯ จากพรรคประชาชนด้วย”
เมื่อถามว่าหลังลงพื้นที่ในแต่ละเขต มีปัญหาใดเร่งด่วนที่ยังไม่ได้รับการจัดการ นายชัยวัฒน์ ระบุว่า ปัญหาเร่งด่วนของ กทม. มีหลายเรื่อง ทั้งปัญหาขยะ โรงขยะ แต่เราอยากจะมุ่งเน้นที่ปัญหาเชิงโครงสร้างและปัญหาเชิงระบบที่พวกเรานำเสนอมาตลอดว่า นอกจากพวกเราจะทำการแก้ปัญหาเรื่องเส้นเลือดฝอย หรือการแก้ปัญหาในลักษณะรูทีน อย่างการลอกท่อ หรือการทำทางเท้าต่างๆ
...
สิ่งที่จะต้องพัฒนามากไปกว่านั้น ที่อดีตอาจจะยังไม่ได้ทำมากเท่าที่ควร คือเรื่องการจัดการปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน เราได้นำเสนอระบบที่พวกเราได้พัฒนาขึ้นมา “กรุงเทพฯ โปร่งใส AI จับโกง” เป็นระบบที่จะนำมาใช้ให้ทางฝ่ายบริหารของกทม. สามารถจะจัดการกับปัญหาเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชันได้ตั้งแต่ต้นน้ำ เพราะถ้าปล่อยให้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันเกิดขึ้นแล้วอำนาจในการจัดการของผู้ว่าฯ ก็ถือว่ามีจำกัดมาก ดังนั้นสิ่งสำคัญคือการจัดการปัญหาเหล่านี้ตั้งแต่ต้นน้ำ ตั้งแต่การขึ้นงบประมาณ การศึกษาราคากลางก่อนที่จะเข้ามาเสนอในสภา กทm. รวมไปถึงกลางน้ำ เช่น การออก TOR การประมูลต่างๆ สิ่งเหล่านี้ ระบบที่เราได้พัฒนาและสาธิตให้ดู สามารถที่จะเข้ามาจัดการปัญหาเหล่านี้ได้
ทางด้านคำถามถ้า สก. พรรคประชาชน ต้องไปร่วมงานกับผู้ว่าฯ คนอื่น สามารถทำงานร่วมกันได้หรือไม่ นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า การทำงานร่วมกันเราได้แสดงให้เห็นมาโดยตลอดอยู่แล้ว แต่อย่างที่ตนเรียนว่าเราอยากจะให้ประชาชนคนกรุงเทพฯ ได้เลือกวาระเมืองที่แคนดิเดตผู้ว่าฯ จากพรรคประชาชนได้นำเสนอ คือทำกรุงเทพฯ ให้ง่ายขึ้น เป็นเมืองแห่งสวัสดิการ ความเหลื่อมล้ำลดลง และเป็นเมืองที่เปิดประตูโอกาสให้กับคนกรุงเทพฯ ถ้าอยากจะให้ผลักดันวาระเหล่านี้ก็ควรจะเลือกทั้งผู้ว่าฯ และ สก. พรรคประชาชน
ถ้าต้องเริ่มงานใหม่มีความหนักใจหรือไม่ เรามี Action Plan ทั้งหมดทั้งในระดับเขต 50 เขต สก. ของเราได้ลงพื้นที่ไปคุยกับชาวบ้านจริงๆ ทั้ง 50 คน 50 เขต ได้นำเสนอวาระ เรามีความพร้อมที่จะเริ่มงานทันที
ในเรื่องป้ายหาเสียง นายชัยวัฒน์ ยืนยันว่าเป็นความตั้งใจ เราเริ่มสโลแกนว่า “กรุงเทพง่ายๆ” เพราะฉะนั้น สิ่งที่จะทำให้เห็นว่ามันง่ายขึ้นได้ทันที คือการเริ่มต้นจากการไม่มีป้ายหาเสียงของแคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาชน แต่เรายังมีป้ายหาเสียงของ สก. อยู่ เพราะ 50 คน 50 เขต 50 เบอร์ เพื่อป้องกันประชาชนไม่ให้สับสน เราก็ยังมีป้ายของ สก. เราจะลดจำนวนป้าย อาจจะมีแค่ 1-2 เท่าของจำนวนหน่วยเลือกตั้ง
“แต่ในส่วนของผู้ว่าฯ เนื่องจากมีพื้นที่สื่อจำนวนมากอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นชาวกรุงเทพฯ ที่ตั้งใจจะเลือกผม เชื่อว่าคงไม่ได้ตัดสินใจว่ามีป้ายเยอะหรือป้ายน้อย และป้ายที่ติดตั้งในช่วงฤดูฝนยังบดบังทัศนียภาพ ทำให้การใช้ชีวิต การเดินทางอะไรต่างๆ เกิดความลำบาก จึงไม่อยากจะเป็นภาระ เพราะอยากทำกรุงเทพฯ ให้ง่าย และแสดงความจริงใจออกมาในส่วนนี้แล้ว”
อย่างไรก็ตาม เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่หากไม่มีป้ายหาเสียงผู้ว่าฯ นายชัยวัฒน์ กล่าวตอบว่า เรามีการเติมเต็มในส่วนนี้ ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งผ้าใบไวนิลในย่านชุมชน เพราะผู้สูงอายุเวลาเดินอยู่ในย่านชุมชน จะได้เห็น ซึ่งจะมีทั้งผู้สมัครผู้ว่าฯ และผู้สมัคร สก. อยู่คู่กัน อีกทั้งเรายังมีการเข้าถึงแบบเคาะประตูบ้านจากแผ่นพับใบปลิวให้กับผู้สูงอายุอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นไม่มีปัญหาในเรื่องนี้.