“เต้-มงคลกิตติ์” เปิดตัว “หน่อง-ภาสพงศ์” ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่า กทม. ชู 48 นโยบายแก้ปัญหา เปิดที่มาสโลแกน “กรุงเทพบินได้” หนุนคน กทม. ทำงาน แต่ยังมีเวลาออกกำลังกาย พักผ่อน ปั๊มลูก

วันที่ 28 พ.ค. 2569 นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หรือ “เต้ พระราม 7” ประธานกลุ่มกรุงเทพบินได้ (BANGKOK CAN FLY) พร้อมด้วย นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ หรือ “หน่อง” ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และ นางสาวภคอร จันทรคณา ว่าที่ผู้สมัครรองผู้ว่าฯ กทม. ในนามกลุ่มกรุงเทพบินได้ และทีมรองผู้ว่าฯ 

เมื่อมาถึง เต้ มงคลกิตติ์ ได้โชว์วิดพื้น 22 ครั้ง ก่อนให้ นายภาสพงศ์ ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ เป็นผู้ตอบคำถามสื่อก่อน


นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ เปิดเผยว่า ฝากพี่น้องประชาชนช่วยพิจารณาด้วย แม้เราจะเป็นหน้าใหม่ในแวดวงการเมือง แต่อยากให้เปิดใจฟังนโยบายของเรา เพราะนโยบายของเรามีการแก้ปัญหาให้กับประชาชนทุกภาคส่วน ครบทุกมิติ และจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ดูแลประชาชนทุกระดับ ฝากช่วยเปิดใจรับฟัง และพิจารณานโยบายของเราด้วย

...

เมื่อถามว่าทำไมถึงมาลงสนามผู้ว่าฯ กทม. นายภาสพงศ์ เผยว่า มุมมองของตน ที่เป็นคน กทม. ตั้งแต่เล็กจนโต เราเจอผู้ว่าฯ มาหลายสมัย บางครั้งเรามีความคิดว่า ทำไมปัญหาแต่ละเรื่องถึงไม่ได้รับการแก้ไขสักที ซึ่งเมื่อ นายมงคลกิตติ์ เปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจมาลงสมัครเป็นผู้ว่าฯ ในนามกลุ่มกรุงเทพบินได้ ตนจึงขออาสาเข้าไป ตอนแรกก็ไม่ได้เข้าข่ายการพิจารณา เพราะเราโปรไฟล์ธรรมดามาก แต่จากการพูดคุย พบปะกันแล้ว เรามีความคิดเห็นตรงกันในการแก้ปัญหาของกรุงเทพฯ และจากการลงพื้นที่ ปัญหาที่พบส่วนใหญ่คือ รถติด การคมนาคมขนส่ง ปัญหาน้ำท่วม ขยะ PM2.5 อยากให้ลองฟังนโยบายของเรา ซึ่งเราจะมีการแสดงวิสัยทัศน์ทางการเมือง และแนวทางการแก้ปัญหา ถ้านโยบายของตนสามารถตอบโจทย์ได้ ก็อยากให้เป็นหนึ่งในตัวเลือกในการพิจารณา

เมื่อถามถึงเรื่องนโยบาย อาจเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ นายมงคลกิตติ์ เผยว่า ตนขอเป็นคนอธิบายเอง เพราะนโยบายทั้ง 48 ข้อ ตนเป็นคนคิด 33 ข้อ นายภาสพงศ์ คิดอีก 15 ข้อ รวมเป็น 48 นโยบาย ก็จะน้อยกว่าหลายๆ พรรค ส่วนนโยบายที่บอกว่าเป็นไปไม่ได้ (คลองแสนแสบกินได้) คนที่บอกว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะเขาไร้ความสามารถ แต่ตน และทีมเป็นคนที่มีความสามารถ ซึ่งคนที่ไร้ความสามารถก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า 4 ปี ทำไม่ได้ ซึ่งคลองแสนแสบ เป็นคลองที่ยาวที่สุดใน กทม. มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ค่า BOD ค่อนข้างสูง ถ้าสูงมากคือ น้ำเน่า แล้วผู้บริหารชุดที่ผ่านมา ปล่อยให้น้ำเน่าได้อย่างไร ตนไปดูงานมาหลายประเทศ ญี่ปุ่น เกาหลี ออสเตรีย สวิตเซอร์แลนด์ ฯลฯ ซึ่งคลองบ้านเขาน้ำใสจนเห็นตัวปลา เราต้องการแบบนั้น วิธีการคือ หลังจากเลือกตั้งเสร็จ กกต. รับรอง เราน่าจะเริ่มงานได้ตั้งแต่ 1 ส.ค. 69 ถึง 30 ธ.ค. 69 เราน่าจะจัดการได้แล้วประมาณ 2 กม. ในเบื้องต้น นั่นหมายความว่า คลองใส ว่ายน้ำได้ เข้าปากก็ไม่เป็นอันตรายมาก ส่วนที่จะให้ดื่มได้เป็นจุดที่อยู่บนบก จากนั้นปี 2570 ค่อยขยับขึ้นมาอีก 10 กม. ปี 2571 อีก 20 กม. และ ปีสุดท้ายคือ ทำทั้งหมด ควบคู่กับคลองอื่นๆ ด้วย 

ซึ่งเราจะทำเรื่องน้ำเป็นเรื่องที่ 1 น้ำต้องสะอาด หลังจากนั้นเป็นเรื่องฝุ่น PM2.5 ที่มาจาก 2 ส่วน คือ การเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ของรถยนต์ เราจะใช้เซนเซอร์ในการตรวจจับ ตรวจโรงงานที่ผลิตทั้งหมด และลดปริมาณรถเพื่อไม่ให้รถติด จากนั้นก็มีการนำเข้ารถยนต์บินได้มาใช้ในส่วนราชการภายในปีนี้ มาจากจีน หรือสหรัฐฯ ในอนาคตก็จะมีเป็นแสนคัน 5 ปี 10 ปี ถนนด้านล่างจะมีรถน้อยลง ทางด่วนมีรถน้อยลงเรื่อยๆ เพราะใช้รถไฟฟ้าทั้งหมด นี่คือที่มาของคำว่า “กรุงเทพบินได้”


นอกจากนี้ เราจะจำกัดระยะวงปีในการวิ่งของรถยนต์ รถ 7 ปี วิ่งได้ตั้งแต่กี่โมงถึงกี่โมง รถ 7-14 ปี วิ่งได้ตั้งแต่กี่โมงถึงกี่โมง เพราะฉะนั้นจะทำให้ปริมาณคาร์บอนฯ น้อยลง ชีวิตความเป็นอยู่ก็จะมีขึ้น เมื่อชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น เราก็ต้องการให้คนมีบุตร โดยเฉพาะคนกรุงเทพฯ ขาดคู่ เราจึงมีนโยบายให้จัดตั้งสำนักงานจัดหาคู่ในสำนักงานเขตทุกเขต ซึ่งเราจะทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองต้นแบบในการเพิ่มการมีบุตร รวมถึงส่งเสริมการออกกำลังกาย นอกจากการทำงาน เราอยากให้คนกรุงเทพฯ ทำงาน ออกกำลังกาย พักผ่อน ปั๊มลูก ไม่อย่างนั้น โรงเรียนในกรุงเทพฯ ก็จะไม่มีนักเรียนไปเรียน 

ที่สำคัญ เราจะนำงบประมาณฯ ที่เหลืออยู่ส่วนหนึ่ง ประมาณ 500 ล้าน เป็นการระดมทุน มาซื้อโรงกลั่นน้ำมันของกรุงเทพฯ เพื่อกลั่นและขายน้ำมันให้คนกรุงเทพฯ ในราคาที่ไม่เกิน 32 บาท รวมถึงการลดภาษีท้องถิ่น ในการเติมน้ำมัน แล้วไปเพิ่มทางอื่นเอา


ขณะที่เราจะทำโรงพยาบาลในกรุงเทพฯ เราต้องการให้คน กทม. เป็นเหมือนคนเกาหลี “ผู้หญิง” สวย ฟิต “ผู้ชาย” หล่อ ใหญ่ ยาว ข้าราชการอาจจะได้สวัสดิการทำฟรี แต่เอกชนก็จะได้โรงพยาบาลของ กทม. ที่ร่วมมือกับเอกชน ในราคาลด 5-7 เท่า ทั้งหมดนี้มันเหมาะที่จะทำให้ “กรุงเทพฯ” เป็นเมืองแห่งความสุขได้

เมื่อถามถึงโอกาสในการสู้กับคู่แข่ง นายมงคลกิตติ์ บอกว่า เรามีโอกาสอยู่ ซึ่งเราเหลือเวลาอีกประมาณ 30 วัน และอยากให้คนไทยเปิดใจรับฟัง ซึ่งเรื่องการส่งคนไปอวกาศ เราทำจริง ประมาณ 100 คน ใช้เงิน กทม. 200 ล้าน เงินเอกชน ประมาณ 800 ล้าน ไปสัมผัสชั้นบรรยากาศ ส่วนไดโนเสาร์ ยังทำเหมือนเดิม และทำไดโนปาร์คใน กทม. ซึ่งเราทำเลย เพื่อให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ก็อยากให้คน กทม. เปิดโอกาสให้กลุ่มกรุงเทพบินได้ ได้เข้ามาบริหาร

อย่างไรก็ตาม เมื่อถามว่า พี่เต้ อยากได้เบอร์อะไร นายมงคลกิตติ์ บอกว่า 6 หรือ 7