“ชัชชาติ” ปั่นจักรยาน Bike Sharing มาสมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 แง้มนโยบาย 250+ หวัง 4 ปีที่ผ่านมาประชาชนจะให้โอกาสทำงานต่อ เผย หลายเรื่องดีขึ้น ลุยจัดการทุจริตต่อเนื่อง
วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศก่อนการเปิดรับสมัครรับเลือกตั้งของผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯ กทม.) และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ที่จะเดินทางมาลงสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งเป็นวันแรกที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนด และจะเปิดรับสมัครไปจนถึงวันที่ 1 มิถุนายน 2569 อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 (ดินแดง) ถนน มิตรไมตรี แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร
ทั้งนี้เมื่อเวลา 05.09 น. พบว่า นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้สมัครของวันนี้ เริ่มไลฟ์ผ่านเพจเฟซบุ๊กชัชชาติ สิทธิพันธุ์ พร้อมระบุว่า วันนี้จะไปจับเบอร์ผู้สมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. โดยใช้การปั่นจักรยาน Bike Sharing ของกรุงเทพมหานคร พร้อมทีมงานจากสเตเดียม วัน (Stadium One) ย่านถนนบรรทัดทอง ไปยังศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 (ดินแดง) เพื่อดูงานไปด้วยระหว่างทาง ภายใต้แคมเปญ “กรุงเทพทำงาน” ซึ่งช่วงเย็นจะมีการแถลงนโยบายครั้งแรกในช่วง 17.00 น. ที่สเตเดียม วัน อย่างไรก็ตาม ยังได้มีการออกกำลังกายด้วยการเต้นแอโรบิกด้วย และก่อนปั่นจักรยานออกจากจุดนี้ นายชัชชาติ ยังตะโกนถามทีมงานว่า “พร้อมไหมๆ” และเริ่มออกเดินทางทันที
...
ต่อมาเวลา 05.50 น. นายชัชชาติ ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวหลังปั่นจักรยานมาถึงว่า ที่ผ่านมาเราทำเต็มที่ ทำด้วยใจ หวังจะให้ กทม. ดีขึ้น เมื่อถามว่ากดดันหรือไม่ นายชัชชาติ ตอบว่า ไม่กดดันเลย เพราะว่าเราทำให้ดีที่สุด ถ้าพี่น้องประชาชนเลือกเราก็ทำ ถ้าไม่เลือกเราก็มีอย่างอื่นทำ ไม่ได้กดดันอะไร ไม่มีภาระที่ต้องแบก ไม่ต้องแบกพรรค แบกอะไรไว้ เป็นตัวของเรา
ทางด้านคำถามถึงกรณีคู่แข่งระบุว่า 4 ปีทำอะไรบ้าง นายชัชชาติ ชี้แจงว่า ก็หลายเรื่อง คุณภาพชีวิตดีขึ้น เราไม่ได้ทำเรื่องเดียว ทั้งทางเท้า ทำน้ำท่วมให้ดีขึ้น คุณภาพอากาศให้ดีขึ้น เรื่องการศึกษาที่เปลี่ยนแปลงไป เพิ่มศูนย์บริการสาธารณสุข ถ้าเกิดตั้งใจดูก็น่าจะพอเห็นบ้างนะในสิ่งที่ทำมา
เมื่อถามถึงชาเลนจ์ นายชัชชาติ มองว่าปัจจุบันโลกเปลี่ยน ชาเลนจ์คือเราต้องแข่งกับเมืองทั่วโลก ทุกเมืองเปลี่ยนแปลงและต้องแข่งขันโดยการดึงคนเก่ง ดึงธุรกิจดีๆ ไป เราแข่งกับตัวเองไม่พอ ต้องเทียบกับเมืองอื่นว่าเป็นอย่างไร ที่ผ่านมาแรงกิ้งของ กทม. หลายอันดีขึ้นถ้าเทียบกับเมืองทั่วโลก ความมีไมตรี ความน่าอยู่ของกรุงเทพฯ มันดีขึ้น ต่อไปต้องเพิ่มประสิทธิภาพ ต้องลดเรื่องทุจริต ทำธุรกิจต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
มีอะไรที่คิดว่ายังทำได้ไม่สำเร็จ นายชัชชาติ เผยว่า “ผมพูดตลอดเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน ไม่ใช่เฉพาะกรุงเทพฯ ผมว่าประเทศไทยถ้าเราไม่พูดเรื่องนี้เลยมันไปต่อยาก เพราะฉะนั้นทุจริตคอร์รัปชันเป็นเรื่องที่มันฝังรากลึกมานาน ที่ผ่านมาเราทำเลย 4 ปีที่ผ่านมาไล่คนทุจริตออก 41 คน ทำกับหน่วยงานต่างๆ ที่มีอำนาจในการสืบสวนต่างๆ อันนี้ต้องทำต่อ แต่เชื่อว่าการนำเทคโนโลยีมาใช้เปิดเผยข้อมูล ทำทุกอย่างให้เป็นระบบออนไลน์ ก็ช่วยให้สถิติต่างๆ ดีขึ้น ทุจริตคอร์รัปชันเราเข้ามาปีแรกเรื่องทุจริต 100 กว่าเรื่อง แต่ 2 ปีหลังเหลือ 20 เรื่องต่อปี ผมว่าสถานการณ์ดีขึ้น แต่มันไม่หมดหรอก ไม่มีทางสิ้นสุดได้ มันก็ต้องเดินหน้าต่อไป เพราะมันเป็นเรื่องของบุคคลด้วย”
ส่วนเรื่องเศรษฐกิจที่ต้องทำต่อ ที่ผ่านมาเราไม่ได้มีอำนาจไปแจกเงินให้ประชาชน เราต้องแจกความรู้ แจกโอกาส เรามีโครงการที่จะอบรมความรู้ 1 ล้านชั่วโมง มีเป็นร้อยคอร์สให้คนที่สนใจไปเรียนภาษา เรียน AI เพิ่มขึ้น และจัดพื้นที่ค้าขาย เศรษฐกิจมี 2 ส่วน คือเศรษฐกิจใหญ่ที่เป็นบริษัท กับเศรษฐกิจข้างถนน เราติดตั้งไฟแสงสว่าง 1 แสนดวง ปรับปรุงฟุตปาธทางเท้า 1,100 กิโลเมตรที่ดีขึ้น ทางเดินดี ทำให้เศรษฐกิจข้างถนนดีขึ้น จัดระเบียบหาบเร่แผงลอยจาก 20,000 กว่าราย ไม่ได้ยกเลิกทั้งหมด มีบางจุดที่อยู่ไม่ได้จริงๆ ที่เหลือทำให้เป็นระเบียบให้ดีขึ้น เพราะฉะนั้นเศรษฐกิจข้างถนนคือตัวที่จะมาหล่อเลี้ยงกำลังของคนที่อยู่ในเมือง แล้วไปทำให้เศรษฐกิจใหญ่เข้มแข็งขึ้น เป็นสิ่งหนึ่งที่จะต้องพัฒนาตรงนี้ด้วย
ขณะที่คำถามว่า 4 รองผู้ว่าฯ จะยังอยู่ด้วยหรือไม่ นายชัชชาติ บอกว่า อยู่ในแง่ช่วยกันทำงาน แต่ดูผลงานก่อนว่าทำงานดีหรือไม่ ค่อยว่ากัน ส่วนเรื่องการเปิดตัวทีม ไม่ได้มีแค่รองผู้ว่าฯ เรามีคนเก่งๆ เยอะ และคนเก่งๆ ไม่ได้อยู่ในทีมผู้บริหารด้วย จะมีคนมาช่วยเป็นร้อยคน บางคนอาจจะไม่อยากเปิดตัวเพราะไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ถ้าคนไหนเปิดตัวได้ก็จะเชิญมาด้วย มีทั้งนักวิชาการ ศิลปินต่างๆ ที่มาช่วยกัน เป็นทีมที่ใหญ่เพราะเราไม่มีขอบจำกัด คนที่มาเขามาด้วยใจจริงๆ มาด้วยความเป็นอิสระและอยากจะช่วยงาน
นายชัชชาติ ยังตอบคำถามถึงเรื่องของคลังว่า ไม่มีของขลัง คราวก่อนได้รับพระเหนือดวง จตุคามรามเทพ แต่ไม่รู้เอาไปไว้ไหนเพราะ 4 ปีแล้ว ไม่ได้หยิบมาด้วย “ไม่เป็นไรผมว่าเบอร์อะไรก็ได้ทั้งนั้น”
ถ้าได้เป็นผู้ว่าฯ อีกสมัย นายชัชชาติ ระบุว่า “จะเป็นผู้ว่าเหมือนเดิม ติดดิน รับใช้ประชาชน ทุกคนคือเจ้านาย นี่คือหัวใจประมาณนั้น คนจะเลือกเราหรือไม่เลือกเรา ผมเคยพูดไว้ว่า 4 ปีที่แล้วว่า เราต้องรับใช้ทุกคนไม่ว่าเขาจะเลือกหรือไม่เลือกเรา หวังว่าจะไม่ทำให้ประชาชนผิดหวัง ก็หวังว่า 4 ปีที่ผ่านมาอาจจะมีคนผิดหวังบ้าง แต่ก็หวังว่าจะมีคนที่ไม่ผิดหวังและให้โอกาสเราทำงานต่อไป”
สำหรับนโยบาย นายชัชชาติ กล่าวสรุปสั้นๆ ว่า “วิชั่นเราคือเมืองที่สร้างโอกาสและความหวังสำหรับทุกคน” ที่ผ่านมาเรามีความสุขมากขึ้นเพราะชีวิตดีขึ้น แต่ต่อไปจะต้องมีโอกาสและความหวัง ที่จะมี 4 ด้าน คือ คน เมือง ระบบ และเศรษฐกิจ โดยมี Action Plan 250 อันมีทั้งโครงการขนาดใหญ่ที่เป็นแลนด์มาร์กของเมืองใหม่ เช่น สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาที่ให้คนเดิน ศูนย์คนเมืองฝั่งธนฯ เพราะยังไม่มี ให้มีเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะ มีที่ให้ประชาชนมาทำงาน ศูนย์อิ่มท้องใช้ที่แถวคลองสาน ปรับปรุงลานคนเมืองให้เป็นพิพิธภัณฑ์เมือง เรามีนโยบายที่จะย้ายจากเสาชิงช้าตั้งแต่เทอมแรกแล้ว แต่ยังไม่สำเร็จเพราะที่นี่ไม่พร้อม มีการปรับปรุงอยู่ มีการทำอุโมงค์ระบายน้ำเพิ่ม เราไม่สามารถมีนโยบายน้อยๆ เพื่อตอบโจทย์คน 10 ล้านคนได้ เพราะฉะนั้น 250 นโยบายบวก เราพยายามกลั่นกรองมาทุกมิติ
ที่สำคัญต้องเอาภาคเอกชนมาร่วม เราจ้างผู้สูงอายุทำงานได้ไหม เรามีงบประมาณจำกัด แต่ถ้าร่วมกับเอกชนทำแพลตฟอร์มผู้สูงอายุมาลงทะเบียน ให้เอกชนมาร่วมจ้างผู้สูงอายุ ตั้งเป้าจ้างผู้สูงอายุสัก 1 หมื่นคน หัวใจคือต้องเอาภาคเอกชนเป็นส่วนร่วม เพราะฉะนั้น 4 ปีที่ผ่านมา เราสร้างความไว้วางใจได้ดี ถ้าประชาชนและเอกชนมาร่วมกับเรา ก็จะมีพลังกระโดดได้มากขึ้น ไม่ได้กระโดดด้วยแรงของ กทม. เองอย่างเดียว ก่อนจะกล่าวทิ้งท้ายว่า เมื่อคืนนอนไม่หลับ นอนไป 2 ชั่วโมงเพราะว่าต้องเตรียมสไลด์.