“สมคิด” ชำแหละเศรษฐกิจไทยเผชิญ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” จี้รื้อโครงสร้างราคาช่วยรากหญ้า ชี้ช่องคว้าโอกาสดึงทุนต่างชาติยุค “โชติช่วงชัชวาล” ระลอก 2 สแกนยิบรับเฉพาะจีดีพีคุณภาพ 



วันที่ 27 พ.ค.2569 ที่โรงแรมดุสิตธานี  นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรมว.คลัง และอดีตรมว.พาณิชย์ กล่าวในงาน TIAM UDOM Dinner Talk 2026 หัวข้อ “เตรียมอุดมฯ คิด เศรษฐกิจพ้นภัย” จัดโดยสมาคมนักเรียนเก่าเตรียมอุดมศึกษาในพระบรมราชูปถัมภ์  โดยได้ถ่ายทอดวิสัยทัศน์และมุมมองต่อสถานการณ์บ้านเมือง วิกฤตและโอกาสทางเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางความท้าทายจากสถานการณ์โลกในปัจจุบัน พร้อมสะท้อนปัญหาที่ฝังรากลึกและฉายภาพโอกาสด้านการลงทุนของประเทศไทยในเวทีโลก 

 วิกฤตซ้อนวิกฤต

 นายสมคิด เริ่มต้นด้วยการชี้ให้เห็นว่า โลกกำลังลำบาก แต่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับภาวะวิกฤตซ้อนวิกฤต ปัญหาเดิมที่สะสมมานานยังแก้ไม่ตก ทั้งเรื่องผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ที่เติบโตต่ำลงเรื่อยๆ ภาคการผลิตที่ขาดมูลค่าเพิ่ม ความยากจน และความเหลื่อมล้ำที่สูงมาก เมื่อปัญหาเก่ามาเจอกับวิกฤตลูกใหม่ ทั้งเรื่องสงครามและปัญหาราคาน้ำมันแพงที่กำลังดันให้ภาวะเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น รัฐบาลจึงต้องวุ่นวายกับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งควรพุ่งเป้าช่วยเหลือไปที่คนรากหญ้า เกษตรกร และกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ให้มากขึ้น เพราะคนกลุ่มนี้กำลังเผชิญความยากลำบากอย่างหนัก 

 

 “ในขณะนี้ เป็นภาวะที่เราจะต้องเผชิญกับภัยดุร้าย แต่ภัยที่แท้จริงก็คือว่า ถ้าปัญหาเก่าไม่แก้ไข อนาคตจะลำบากจริงๆ ปัญหาเมืองไทยมันเหมือนเนื้อหมู เฉือนเข้าไปเนี่ยมันมีพังผืด แก้ไปเดี๋ยวก็กลับมาใหม่ บ้านเมืองเรามันก็เหมือนกับเดินจงกรม เดินเป็นวงกลม ไม่ไปไหน บางครั้งมันสไลด์ลง ผมอยากจะเรียนว่า อย่าหมดกำลังใจ เมืองไทยผ่านยุควิกฤตหลายรอบแล้ว ผมก็เจอมาหลายครั้ง แต่ขอให้มีกำลังใจ มีสติ สมองมันจะแจ่มใสเอง แล้วมันก็จะมีโอกาสไปสู่ทางที่เกิดขึ้นใหม่เสมอ แต่ถ้าเราหมดกำลังใจ มันไม่มีอะไรที่จะแย่กว่าการหมดกำลังใจ มันจะติด สมองมันจะติด”

...

 

จี้รื้อโครงสร้างน้ำมัน-ทวงธรรมาภิบาลทุน 

 นายสมคิด กล่าวว่า ปัญหาโครงสร้างราคาน้ำมันคือต้นเหตุของสินค้าแพง รัฐบาลไม่ควรแก้ปัญหาที่ปลายทางด้วยการกู้เงินมาอุดหนุนเพียงอย่างเดียว เพราะโครงสร้างราคาน้ำมันคือต้นเหตุที่แท้จริง หากราคาน้ำมันไม่พุ่งสูง ราคาสินค้าก็จะไม่ปรับขึ้นตาม ทำไมประเทศไทยจึงต้องอิงราคาน้ำมันตามตลาดสิงคโปร์ ทั้งที่ไทยสามารถกลั่นน้ำมันเองได้ในราคาที่ถูกกว่า จึงควรมีการทบทวนให้คิดราคาน้ำมันตามความเป็นจริง ในยามวิกฤต บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ที่มีกำไรสะสมสูงมาก ควรพิจารณาลดค่าการตลาดลงเพื่อช่วยเหลือประชาชน กระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ 51% ควรใช้อำนาจสั่งการให้ลดราคาได้เพื่อประคับประคองสถานการณ์ แทนที่จะเก็บภาษีเพื่อนำเงินไปเข้ากองทุนน้ำมันแล้วนำมาตรึงราคาซึ่งอาจเกิดการรั่วไหล ควรเปลี่ยนมาแก้ปัญหาที่ต้นทางด้วยการลดภาษีน้ำมันเพื่อชะลอการขึ้นราคา ซึ่งจะช่วยผ่อนคลายภาระได้ดีกว่า  

 

“ผู้บริหารบริษัทน้ำมัน ผู้บริหารโรงกลั่นก็ต้องคิด เพราะว่าการบริหารธุรกิจสมัยใหม่ ต้องรับผิดชอบต่อสังคม กำไรอย่างเดียว โบนัสหลายเดือน คุณนอนไม่หลับหรอก ถ้าชาวบ้านลำบากอย่างนั้น”

 

โอกาสลงทุนรอบใหม่

นายสมคิด กล่าวต่อไปว่า แม้อยู่ในวิกฤตแต่มองเห็นประกายไฟแห่งความหวัง จากยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากหลากหลายประเทศและอุตสาหกรรม โดยอุตสาหกรรมเหล่านี้เมื่อ 6-7 ปีที่แล้ว ไทยเคยไปชักชวนให้มาลงทุนแต่กลับถูกปฏิเสธโดยอ้างว่าไทยยังไม่พร้อม ทว่าวันนี้กลุ่มทุนเหล่านี้กลับหลั่งไหลเข้ามาเองโดยไม่ต้องร้องขอ ปรากฏการณ์นี้เป็นโอกาสครั้งใหญ่ที่ให้ความรู้สึกเหมือนตอนที่ประเทศเคยรุ่งโรจน์ในยุคโชติช่วงชัชวาล ซึ่งเปรียบเสมือนคลื่นการลงทุนลูกที่ 2 ที่กำลังก่อตัวขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม ไทยต้องมีบทเรียนและต้องออกแบบการรับส่งเสริมการลงทุนใหม่ โดยมาตรการใหม่จะต้องไม่ใช้แค่มูลค่าการลงทุนเป็นตัวชี้วัดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาถึงการทำคุณประโยชน์ที่จะช่วยตอบโจทย์อนาคตของประเทศด้วย ไทยต้องมุ่งเน้นผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ที่มีคุณภาพ ไม่ใช่แค่จีดีพีเชิงปริมาณ ต้องปฏิเสธกลุ่มทุนสีเทา และทำหน้าที่เป็นสถาปนิกออกแบบอนาคตว่าต้องการให้ประเทศเดินไปทางไหน เช่น การตั้งเงื่อนไขให้นักลงทุนที่นำปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามา ต้องร่วมสร้างและฝึกอบรมบุคลากรให้ไทยด้วย

 

“ครั้งนี้มันมีบทเรียนแล้ว เราไม่ได้ต้องการจีดีพีเชิงปริมาณอีกต่อไป จุดเปลี่ยนสำคัญจีดีพีที่เข้ามาจะต้องเป็นจีดีพีที่มีคุณภาพ คุณภาพยังไง หมายความว่าคนที่มันหลั่งไหลเข้ามายื่นคำขอ เราจะไม่ปล่อยให้มันเข้ามาแบบมั่ว ทุนจีนเทาเราไม่ต้องการ เราต้องมีสถาปนิกดีไซน์ก่อนว่าอนาคตเราจะเป็นยังไง”

 

บทเรียน K-Food สวนทางอาหารไทย

 นายสมคิด กล่าวว่า เพื่อให้เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่ม ขอยกตัวอย่างความสำเร็จของอาหารเกาหลี (K-Food) ที่รัฐบาลและเอกชนเกาหลีใต้ร่วมกันผลักดันไปตามกระแสละครซีรีส์และเพลงป๊อปเกาหลี จนปัจจุบันมีมูลค่าการส่งออกสูงถึง 13,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และกระทรวงที่เกี่ยวข้องยังตั้งเป้าผลักดันให้ทะลุ 21,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีหน้า ในทางกลับกัน ประเทศไทยประกาศตัวเป็นครัวโลกมา 20 ปี แต่เมนูที่ใช้โปรโมตก็ยังย่ำอยู่กับเมนูเดิมๆ อย่าง ผัดไทย ต้มยำกุ้ง และส้มตำ ซึ่งทำให้ยากต่อการขยายตลาดไปสู่ระดับโลก สิ่งที่ไทยขาดคือการต่อยอดด้วยเทคโนโลยีชีวภาพและบรรจุภัณฑ์ รวมไปถึงการเสนอให้ใช้โมเดลแบบหมู่บ้านเถาเป่า (Taobao Village) โดยดึงแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต่างชาติมาช่วยสอนชาวบ้านให้ค้าขายออนไลน์และจัดการระบบโลจิสติกส์ เพื่อยกระดับสินค้าชุมชนและแก้ปัญหาความยากจน

 

ข้อตกลงใหม่คู่การเมืองภาคประชาชน

 ดังนั้น เพื่อคว้าโอกาสเหล่านี้ ประเทศไทยจำเป็นต้องมีรัฐบาลที่มีผลงานแข็งแกร่งที่สามารถสร้างระบบนิเวศการลงทุน ควบคู่ไปกับการสร้างการเมืองภาคประชาชนที่เกิดการตื่นรู้เพื่อตรวจสอบการทำงานของรัฐ

“ผมฝันไปว่า รัฐบาลไทยคุยกับประชาชนว่า เนื่องจากประเทศของเราอยู่ในจุดที่สำคัญมาก จุดเปลี่ยนและโอกาสกำลังมา แต่ปัญหามันเยอะ ฉะนั้นถึงเวลาที่เราจะต้องทุ่มเททุกอย่างอย่างจริงจัง ประกาศขึ้นมาเลยว่ารัฐบาลจะทำต่อไปนี้ New Deal for new future หรือ ข้อตกลงใหม่สำหรับอนาคตใหม่ของประเทศไทย”

 

ปลุกคนเก่งสู่เวทีการเมือง

 ในช่วงท้าย นายสมคิด ได้ฝากข้อคิดถึงบรรดาศิษย์เก่าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ให้ก้าวออกจากเพียงความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของตนเอง แล้วกระโดดเข้ามามีบทบาทในการเมืองเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงให้ประเทศ

“ผมอยากจะเห็นเด็กเตรียมอุดมไปอยู่ในการเมือง ที่สามารถทำคุณประโยชน์ให้บ้านเมืองได้มากกว่านั้น ถ้าเขาถูกเตรียมความพร้อมหรือขัดเกลา ให้รู้จักรับผิดชอบต่อตนเอง ต่อสังคม คือการทำคุณประโยชน์ที่แท้จริง ของเตรียมอุดมจะเกิดขึ้นทันที”