นายกฯ เผยแจง “มาครง” ปมขัดแย้งกัมพูชา ยันไทยปกป้องอธิปไตย ย้ำพร้อมจัดเต็มหากถูกรุกราน ท้ายูเนสโกมาสำรวจความเสียหายมรดกโลกฝั่งไทยด้วย


วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงผลการหารือร่วมกับนายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ณ กรุงปารีส โดยได้มีการชี้แจงอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับประเด็นความขัดแย้งตามแนวชายแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา ซึ่งมีการตอบโต้กันทั้งทางกำลังและทางการทูตในขณะนี้

นายอนุทิน ระบุว่า ถือเป็นสิ่งที่ดีที่ตนได้ทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีในช่วงเวลานี้ เนื่องจากตลอด 8 เดือนที่ผ่านมา ในฐานะที่ตนกำกับดูแลความมั่นคง และในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยที่มีพื้นที่ทางการเมืองในจังหวัดชายแดนเกือบทั้งหมด ได้ลงพื้นที่ไปคลุกคลีกับผู้ปฏิบัติงาน ทั้งด้านความมั่นคง การปกครอง และสาธารณสุข จนมีโอกาสได้ไปยืนอยู่ในจุดที่มีการสู้รบจริง

“ผู้นำหรือตัวแทนของประเทศอื่น ๆ จะใช้การรายงานผลจากเจ้าหน้าที่ที่ส่งไป แต่สำหรับประเทศไทยผมคือเจ้าหน้าที่คนนั้น ดังนั้นเมื่อมีการกล่าวหาประเทศไทยว่าทำอะไร หรือมีการรังแกผู้ที่อ่อนแอกว่าสามารถชี้แจงได้โดยที่นัยน์ตาของผมไม่หลบใครเลย เป็นการชี้แจงด้วยความมั่นใจ มีหลักฐานจากการถ่ายภาพด้วยตัวเองทั้งหมด” นายกรัฐมนตรีกล่าว

นายอนุทิน เผยอีกว่า ตนได้นำภาพถ่ายจากโทรศัพท์มือถือส่วนตัวชี้แจงให้ประธานาธิบดีฝรั่งเศสเห็นข้อเท็จจริง เพื่อสร้างความมั่นใจว่าประเทศไทยดำรงสถานะด้วยความเหมาะสมทุกประการในการรักษาอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชน พร้อมย้ำกับผู้นำฝรั่งเศสว่า “ประเทศไทยดำรงตนเป็นผู้ปกป้องอธิปไตย หรือเป็นฝ่ายปกป้องตนเองมากกว่า แต่แน่นอนว่าหากมีการรุกรานเราก็จัดเต็ม”

...

นอกจากนี้ ในโอกาสการเยือนฝรั่งเศสครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้มีโอกาสหารือกับ องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) หรือ ยูเนสโก โดยทางยูเนสโกแจ้งว่า ประเทศกัมพูชาได้ร้องขอให้ส่งเจ้าหน้าที่ไปสำรวจวัดที่ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ว่าได้รับผลกระทบจากการโจมตีทางทหารของไทยหรือไม่ ในประเด็นนี้ นายอนุทินกล่าวว่า ตนรู้สึกยินดีและเห็นว่าเป็นเรื่องสมเหตุสมผลที่ประเทศเพื่อนบ้านจะร้องขอต่อองค์กรนานาชาติได้ แต่ตนได้ยื่นข้อเรียกร้องกลับไปยังยูเนสโกทันทีว่า หากจะไปสำรวจความเสียหายของมรดกโลกจากการสู้รบ ก็ขอให้เดินทางมาสำรวจที่ฝั่งประเทศไทยด้วยเช่นกัน อย่าไปสำรวจที่ประเทศกัมพูชาเพียงอย่างเดียว เพื่อให้ประชาคมโลกได้เห็นความจริงจากทั้งสองฝั่ง ว่าไม่ใช่เรื่องของการโจมตีจากฝ่ายไทยเพียงฝ่ายเดียว ถือเป็นโอกาสอันดีที่รัฐบาลไทยได้ชี้แจงทำความเข้าใจกับต่างประเทศอย่างชัดเจนในการเดินทางเยือนครั้งนี้