“สุรเชษฐ์” ทวงถามรัฐบาล ใครรับผิดชอบความเสียหายโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม 6 หมื่นล้าน หากปล่อยผ่านคือระเบิดเวลาค่าโดยสารในอนาคต


วันที่ 26 พ.ค. 2569 สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แถลงประเด็นมหากาพย์รถไฟฟ้าสายสีส้ม โดยกล่าวว่า ประเด็นรถไฟฟ้าสายสีส้ม ความเสียหายต่อรัฐเกิดขึ้นแล้ว 68,613 ล้านบาท คำถามที่สำคัญก็คือเราจะปล่อยให้มันจบแบบไม่มีใครรับผิดได้อย่างไร? โดยย้อนที่มาของ "ส่วนต่าง" กว่า 6.8 หมื่นล้านบาทเริ่มตั้งแต่

    •    การประมูลรอบแรก (ปี 2563): มีการแข่งขันจริงระหว่าง BTS และ BEM โดยข้อเสนอของ BTS ขอให้รัฐอุดหนุนเพียง 9,675 ล้านบาท แต่มีการเปลี่ยนเกณฑ์ประมูลกลางคันและล้มประมูลในที่สุด

    •    การประมูลรอบใหม่ (ปี 2565): มีการเปลี่ยนเงื่อนไขจนกีดกัน BTS ออกจากการแข่งขัน ทำให้ BEM ชนะด้วยข้อเสนอที่รัฐต้องอุดหนุนสูงถึง 78,288 ล้านบาท

    •    ข้อสรุป: โครงการรูปแบบเดิม สถานีและระยะทางเท่าเดิม แต่เวลาผ่านไปเพียง 2 ปี รัฐกลับต้องจ่ายเงินอุดหนุนแพงขึ้นแบบเกินความจำเป็นถึง 68,613 ล้านบาท (78,288 ลบ. - 9,675 ลบ.)

6 ข้อพิรุธสำคัญในกระบวนการประมูล

นายสุรเชษฐ์กล่าวอีกว่า หากลองพิจารณาแบบมองภาพรวม จะพบว่าภาพใหญ่ของเรื่องนี้คือ ทำไมรัฐปล่อยให้เรื่องแย่แบบนี้เกิดขึ้น ถ้าแบ่งเป็นประเด็นสามารถแบ่งได้ ดังนี้ 

    1    เปลี่ยนเกณฑ์กลางอากาศ: เปลี่ยนจากการแข่งขันด้วย "ราคา" ตามปกติ เป็นการให้คะแนนที่รวมคะแนนจิตพิสัยเข้าไปด้วย ซึ่งส่งผลต่อผลแพ้ชนะโดยตรง

    2    ล้มประมูลขณะคดีค้างศาล: ยกเลิกการประมูลรอบแรก ทั้งที่ผู้เสียเปรียบยังไม่ยินยอมและเรื่องยังอยู่ในชั้นศาล

...

    3    กีดกันการแข่งขัน: ตัดสิทธิ์ BTS ไม่ให้ร่วมประมูลในปี 2565 ทั้งที่รู้ว่ามีผู้เข้าแข่งขันหลักเพียง 2 ราย ทำให้เหลือผู้รอดเพียงเจ้าเดียวที่สามารถตั้งราคาสูงเท่าใดก็ได้

    4    สร้างคู่เทียบหลอก: คณะกรรมการปล่อยให้ ITD (ซึ่งมีปัญหาด้านคุณสมบัติต้องห้าม) ผ่านเข้ามาเป็นคู่เทียบ เพื่อสร้างภาพว่าไม่ได้มี BEM ประมูลอยู่เพียงรายเดียว

    5    ราคากลางไม่สมเหตุสมผล: ตั้งกรอบให้รัฐอุดหนุนสูงสุดกว่า 91,983 ล้านบาท ซึ่งเปิดช่องให้เกิดส่วนต่างมหาศาล

    6    คณะกรรมการคัดเลือกบกพร่อง: ไม่รักษาผลประโยชน์ให้รัฐ ปล่อยให้ดีลที่เสียเปรียบนี้ผ่านไปได้ รวมถึงทิ้งปัญหาเรื่องสัญญาค่าโดยสารไว้ในอนาคต

"ระเบิดเวลา" ค่าโดยสารในอนาคต

นายนายสุรเชษฐ์ กล่าวอีกว่า โครงการนี้รัฐเป็นผู้อุดหนุนค่าก่อสร้าง 100% (รวม 2 ฝั่งตะวันออกและตะวันตก ประมาณ 1.7 แสนล้านบาท) ขณะที่เอกชนลงทุนเพียงขบวนรถและรับกำไรไป แต่ในสัญญามีการซ่อนเงื่อนไขค่าโดยสารที่เป็นปัญหาไว้คือ:

    •    ปีที่ 1-10: ค่าโดยสารปรับขึ้นตามปกติ (ปีแรก 15-44 บาท จนถึงปีที่สิบ 17-50 บาท)

    •    ปีที่ 11 เป็นต้นไป: อัตราค่าโดยสารจะกระโดดขึ้นเป็น 23-83 บาท ทันที ซึ่งจะสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนอย่างมหาศาล และหากถึงเวลานั้นรัฐไม่ยอมทำตามสัญญา ก็อาจนำไปสู่การถูกฟ้องเสีย "ค่าโง่" หรือต้องจำยอมขยายสัญญาสัมปทานต่อไป

พร้อมได้ตั้งคำถามถึงรัฐบาลว่า เมื่อข้อพิรุธและความเสียหายชัดเจนขนาดนี้ จะปล่อยให้จบไปโดยไม่มีผู้รับผิดชอบได้อย่างไร จะมีใครต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ และจะสั่งการแก้ไขเรื่องนี้เมื่อใด