รมว.ดีอี - ตำรวจ ยันไลฟ์สดเป็นอวตาร ใช้วิธีเลี่ยง AI ตรวจจับ เตรียมดันกฎหมายแบบเดียวบัญชีม้าเจ้าของแพลตฟอร์มต้องรับผิดด้วย เตือนกดแชร์ เสี่ยงคุก
เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 25 พ.ค.2569 ภายหลังประชุมร่วม กับ คลาร่า โก๊ะ Director of Public Policy, Central Southeast Asia & ASEAN ของ Meta (บริษัทแม่ของเฟซบุ๊ก) นายชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ได้ร่วมกับ พล.ต.ต.นิเวศน์ อาภาวศิน รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (รอง ผบช.สอท.) พล.ต.ต. ชนันนัทธ์ สารถวัลย์แพศย์ ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท) แถลงผลการพูดคุย
โดยนายชัยชนะ กล่าวว่า ช่วงสองวันที่ผ่านมากระทรวงดีอี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้นิ่งนอนใจ จึงได้เรียกประชุม และมีการทำงานตั้งแต่วันเสาร์มาถึงวันนี้ โดยวันนี้เป็นการเรียกประชุมอีกครั้ง กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเจ้าของแพลตฟอร์ม ซึ่งได้รับเกียรติจาก ตัวแทน Meta มาชี้แจงในหลากหลายประเด็น ซึ่งหลังจากนี้ จะต้องดำเนินคดีกับ คอนเทนต์ครีเอเตอร์ และแพลตฟอร์ม และหลังจากนี้จะมีการปรับกฎกระทรวง ม.15 เพราะเดิมจะให้เวลาแพลตฟอร์ม 24 ชั่วโมง เพื่อดำเนินการระงับแอคเคานต์ที่กระทำผิดกฎหมาย แล้วแพลตฟอร์มไม่ต้องมารับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะถือว่าให้ความร่วมมือ แต่หลังจากนี้จะต้องมีการปรับกฎกระทรวงให้เหมาะสมกับแต่ละเนื้อหาที่เกิดขึ้นหากพบว่ามีการปล่อยปละละเลย ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มจะต้องรับผิดชอบร่วมกันด้วย ภายใต้กฎหมายถือครองบัญชีม้า เพราะเดิมหลักเกณฑ์ของกฎหมายบัญชีม้า ถ้ามีการกระทำความผิดของยูสเซอร์ในแพลตฟอร์มที่นำไปสู่การสูญเสียเงิน แพลตฟอร์มก็จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย แต่เมื่อขยายขอบเขตของกฎหมายให้ครอบคลุมขึ้นแล้ว โดยเฉพาะเรื่องของการไม่ใส่ใจดูแลที่จะป้องกันสิ่งที่เกี่ยวข้อง แพลตฟอร์มก็จะรับผิดชอบในทุกกรณี
...
นายชัยชนะ ยังกล่าวอีกว่า ขณะนี้ยังรอข้อมูลและรายละเอียดจากทาง Meta เพราะ Meta ให้การยืนยันว่า เรื่องนี้ Meta เข้มงวด จริงจังและใส่ใจ โดย Meta จะมีการเรียกประชุมในระดับ Global ซึ่งหลังจากนี้ตนเองจะเข้าไปพูดคุยกับ Meta อีกครั้ง ส่วนแอคเคานต์ ทั้ง 5 บัญชี ทาง Meta ได้นำออกจากระบบแล้ว และยังได้นำตัวคอนเทนต์ต่างๆเข้าไปอยู่ในระบบของการตรวจสอบของ AI เพื่อไล่กวาดล้างคอนเทนต์ลักษณะนี้ในแพลตฟอร์มอื่นๆ เพื่อมิให้มีการนำคอนเทนต์เหล่านี้ไปตัดต่อ ก็จะสามารถดำเนินการเพื่อป้องกันการเผยแพร่ ได้ทันที
ส่วนกรณีที่ทำไม Meta ไม่ได้ทำการปิดแอคเคานต์ทันที นายชัยชนะ ระบุว่า ทาง Meta มีการชี้แจงว่า แอคเคานต์ดังกล่าวได้ใช้ AI สวิตช์ หรือการสลับภาพ เพื่อให้หลุดพ้นจากการตรวจสอบของระบบ เช่น การแปะภาพของบุคคลกำลังนั่งคุยกัน รวมถึงการใส่หน้ากาก ทำให้ระบบของ Meta ไม่สามารถตรวจจับได้
ทั้งนี้ส่วนตัวเห็นว่า การที่ Meta อ้างว่า AI ไม่สามารถตรวจจับได้นั้น ถือว่าฟังไม่ขึ้น “จะมาบอกว่า อัลกอริทึม จับไม่ได้ หรือ บีนายคอนเทนต์ที่โผล่ขึ้นมา ในไม่กี่วินาที ฟังไม่ขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ Meta ได้เข้าใจในความจริงจังของเรา เราจะรอดู solution ในการหาทางออก และ Meta โดย Global จะหาทางออกที่เป็นรูปธรรมได้ดีกว่านี้ในอนาคต”
ทั้งนี้นายชัยชนะ ยังเตือนด้วยว่า หากคนที่จะไปหากดลิงก์รับชมย้อนหลัง อาจจะมีการแฝงลิงก์ที่เป็นสแกมเมอร์ หรืออาชญากรรมทางไซเบอร์ จึงขอความร่วมมืออย่าไปตามหาและกดลิงก์ดังกล่าว หากพบเจอให้กดรายงานทันที
นายไชยชนก ยังกล่าวอีกว่า ปัญหาที่เกิดขึ้น กระทรวงจะต้องหารือในการประชุมกันไม่ใช่แค่เฉพาะในหน่วยงาน แต่ต้องเป็นการประชุมกับ ครม.ทั้งคณะ เพราะไม่ใช่แค่เรื่องคอนเทนต์อนาจาร แต่เรื่องต่างๆ ในแพลตฟอร์ม สามารถส่งผลเชิงลบกับสังคมไทยและเยาวชนไทย หากปล่อยทิ้งไว้ อาจจะส่งผลในระยะยาวของประเทศ และเรื่องแพลตฟอร์มต่างๆ เราต้องคำนึงถึง ภูมิรัฐศาสตร์ เพราะอาจจะส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคต
ด้านนายชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ระบุว่า หลังได้มีการตรวจสอบพบว่ามีการเผยแพร่วิดีโอไลฟ์ ตรวจพบเพิ่มเติมเป็น 5 บัญชี ทางกระทรวงจึงได้รวบรวมข้อมูลและส่งให้ตำรวจไซเบอร์ และตำรวจปอท.เพื่อใช้ในการดำเนินคดี ซึ่งการกระทำความผิดตรงนี้ ผู้ที่เผยแพร่มีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ม.17 ส่วนแพลตฟอร์ม อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูล ซึ่งทางรัฐมนตรีได้ให้แพลตฟอร์มส่งข้อมูลมาชี้แจง
นอกจากนี้ กระทรวงยังมีอำนาจในการขอข้อมูลจาก meta มาดูเรื่องของมาตรการป้องกันความเสี่ยงของ meta ว่ามีมาตรการในการตรวจสอบเป็นอย่างไร และการเอาลงเป็นอย่างไร หลังจากนั้นจะใช้วิเคราะห์เพื่อนำมาปรับประกาศของกระทรวง เรื่องการขอระยะเวลาการดำเนิน 24 ชั่วโมงของแพลตฟอร์ม
นายชัยชนะ ยังกล่าวถึงการเอาผิดแพลตฟอร์มด้วยว่า จะต้องไปดูการระงับการเผยแพร่ ว่าแพลตฟอร์มมีความยินยอม สนับสนุนหรือได้ประโยชน์หรือไม่ โดยต้องรวบรวมข้อมูลก่อน ถ้ามีการได้ประโยชน์ สนับสนุนยินยอม ก็จะมีความผิดร่วม ตาม ม.15 ส่วน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เอาผิดแพลตฟอร์มได้หรือไม่นั้น นายชัยชนะ ระบุว่า สามารถเอาผิดได้ แต่ต้องรอการชี้แจงข้อมูลจาก meta ก่อน
ขณะที่ พล.ต.ต.ชันนัทธ์ ยังกล่าวว่า หลังจากที่เป็นข่าว เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมาทางศูนย์โซเชียลของส่วนกลางได้ตรวจพบมีการไลฟ์สด 3 แอคเคาท์ ส่วนวันอาทิตย์อีก 2 แอคเคาท์ รวม 5 แอคเคาท์ ซึ่งเป็นบัญชีอวตาร มีการใช้รูปของบุคคลอื่นที่หน้าตาดีมาเป็นโปรไฟล์ ซึ่งยังไม่สามารถตรวจสอบต้นทางได้ ว่ามาจากไทยหรือต่างประเทศ อีกทั้งการไลฟ์สดนี้ มีการแนบลิงก์เพื่อเก็บข้อมูลของผู้เข้าดูหรือศัพท์ทางไซเบอร์ เรียกว่า ฟิชชิ่ง หรือ การหลอกลวงทางไซเบอร์ที่มิจฉาชีพปลอมตัวเป็นองค์กรที่น่าเชื่อถือ ซึ่งมีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพ์ฯ ม.14
นอกจากนี้ อยากพบข้อมูลด้วยว่า มีการฟิชชิ่งข้อมูล เชื่อมโยงไปยังโรงพยาบาลแห่งหนึ่งที่ต่างประเทศจอร์เจียด้วย ซึ่งเราเองก็ต้องไปตรวจสอบต่อว่า การเก็บข้อมูลดังกล่าว เก็บไปทำอะไร ทั้งนี้ เชื่อว่าทำเป็นกระบวนการ หากมีการแนบลิงก์ มีการทำฟิชชิ่ง มีการรีโพสต์ หรือมีการนำไปรีโพสต์ที่เกี่ยวกับเว็บพนันออนไลน์
ขณะที่ พล.ต.ต.นิเวศน์ กล่าวว่าครั้งแรกที่เกิดขึ้นทางตำรวจไซเบอร์ก็ได้มีการประสานงานแอ็คชั่นทันที แต่ก็ยังมีการกระทำผิดในครั้งที่สอง ซึ่งทางเฟซบุ๊กบอกว่าเขาก็มีมาตรฐานในการตรวจสอบแล้ว ทางเราก็ส่งข้อมูลให้กับทางเฟซบุ๊กไป เพื่อดูถึงพฤติกรรมของคนร้ายที่มีการหลบเลี่ยง เช่น การใส่หน้ากากที่ให้ AI ตรวจสอบไม่เจอ หรือมีการใช้คำพูดเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ผิดมาตรฐาน โดยยืนยันว่า หลังเกิดเหตุได้มีการประสานข้อมูล เพื่อดำเนินคดีกับเจ้าของบัญชีทันที
ทั้งนี้ จากการไปตรวจสอบขณะที่มีการไลฟ์สด พบว่ามีหลักหมื่นคนในการเข้าไปดู มีการนำวิดีโอขณะไลฟ์สด ไปอยู่ในเว็บอนาจาร รวมถึงนำไปเกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์ ซึ่งเราก็จะตรวจสอบคนที่เอาคลิปดังกล่าวไปหาประโยชน์ด้วย ดังนั้น จึงอยากขอเตือนบุคคลที่เอาไปเผยแพร่ ถือว่ามีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ อีกทั้งคนที่ส่งต่อก็มีความผิดเช่นกัน ซึ่งทางเฟซบุ๊กเองก็จะนำข้อมูลที่เราขอไป ส่งกลับมาเป็นหลักฐานเพื่อไปดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดเช่นกัน
โดยหลักการในการเอาผิดแล้ว ถ้าเฟซบุ๊กให้ข้อมูลมา ก็สามารถดำเนินคดีได้ไม่ยาก เพราะมีพยานหลักฐานหลายส่วน และจะต้องดำเนินคดีกับคนไทยเป็นหลักที่นำมาเผยแพร่ต่อ แต่หากคอนเทนต์ครีเอเตอร์ ไม่ใช่คนไทยแล้วมาจากประเทศอื่น ก็จะนำข้อมูลไปให้อินเตอร์โพลหรือประเทศนั้นๆพิจารณาในการดำเนินการ ซึ่งก็จะขึ้นอยู่กับกฎหมายแต่ละประเทศด้วย