เปิดประวัติ “หน่อง - ภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์” แคนดิเดตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในนามกรุงเทพบินได้ ใต้การหนุนของ “มงคลกิตติ์” ชู ไม่เก็บค่าขยะ ชวนคนกรุงคัดแยก ขายผ่านธนาคารขยะให้ กทม.
วันที่ 24 พฤษภาคม 2569 ภายหลังนายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ประธานกลุ่มกรุงเทพบินได้ ได้เปิดตัว นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ เป็นว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร 2569 ในนามกลุ่ม “กรุงเทพบินได้” ไปเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 พร้อมให้เหตุผลในการเลือก นายภาสพงศ์ อดีตลูกนักการทูต เพราะมีอุดมการณ์ตรงกัน ต่างจากอดีตรัฐมนตรี 2 คน และอดีต สส. ที่เคยเข้ามาคุยก่อนหน้านี้ที่มีแนวทางหาเสียงแบบระบบซื้อเสียง รวมถึงอดีตผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ปี 2565 วึ่งบางคนที่รับไอเดียสุดก้าวล้ำของกลุ่มไม่ได้
ประวัติ “ภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์”
สำหรับประวัติของ นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ ชื่อเล่น หน่อง เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2522 ปัจจุบันอายุ 46 ย่าง 47 ปี เป็นบุตรของนักการทูตซึ่งเคยไปดำรงตำแหน่งอยู่ที่โปแลนด์หลายปี เป็นชาวกรุงเทพมหานครโดยกำเนิด เกิดที่โรงพยาบาลศิริราช จบการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนวัดเบญจมบพิตร และระดับปริญญาตรี คณะรัฐศาสตร์ สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ในอดีตยังเคยทำงานด้านการส่งออก ปัจจุบันเป็นฟรีแลนซ์และนักลงทุนอิสระในตลาดหลักทรัพย์
ชูนโยบายไม่เก็บค่าขยะ ชวนคนกรุงคัดแยก
ในวันเปิดตัว นายภาสพงศ์ ยังกล่าวด้วยว่า ตนเองขอลงสมัครในนามกรุงเทพบินได้ ส่วนความคิดที่อยากเป็นผู้ว่าฯ กทม. ได้ตอบนายมงคลกิตติ์ไปว่า ส่วนตัวมีนโยบายที่จะพัฒนา กทม. และทำให้คุณภาพชีวิตคนกรุงดีขึ้น ทั้งการคมนาคมที่สะดวกขึ้น การจัดเก็บขยะมูลฝอย ซึ่งปัจจุบันนโยบายของ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ คือไม่เทรวม จะเก็บค่าขยะ 20 บาท แต่นโยบายของตนคือไม่เก็บค่าขยะ โดยทุกครัวเรือนต้องเป็นสถานคัดแยกขยะ เมื่อรถ กทม. เข้ามาเก็บก็จะมีแอปพลิเคชันธนาคารขยะ ในการรับซื้อขยะ อาทิ กระดาษ เศษเหล็ก พลาสติก บางส่วนจะนำไปแปรรูป ปัจจุบัน กทม. มีขยะราว 10,000 ตันต่อวัน โรงคัดแยกขยะ 3 ที่ไม่พอ จึงอยากให้พี่น้องประชาชนเป็นส่วนหนึ่งในการลดปริมาณลดขยะ
...
ทางด้านนโยบาย นายมงคลกิตติ์ มีการชูเมกะโปรเจกต์และนโยบายสุดแหวกแนวที่จะเปลี่ยนโฉมกรุงเทพฯ ไปตลอดกาล ประกอบด้วย นโยบายคมนาคมและเทคโนโลยีแห่งอนาคต ด้วยการทำรถบินได้ ตั้งเป้านำเข้ายานพาหนะบินได้จากประเทศจีน 1,000 คัน/ปี ใช้งบประมาณ กทม. และเอกชนลงขันกันฝ่ายละ 500 ล้านบาท พร้อมออกกฎหมายจราจรทางอากาศ และส่งคนกรุงท่องอวกาศขึ้นไปท่องอวกาศในระยะ 90-100 กิโลเมตรจากผิวโลก โดยดึงภาคเอกชนมาร่วมลงทุนถึง 80%
ขณะที่นโยบายอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและ Soft Power ระดับโลกจะทำการโคลนนิ่งไดโนเสาร์ ด้วยการจัดตั้ง “สำนักสัตว์ดึกดำบรรพ์” โดยส่งนักวิทยาศาสตร์ไทยด้านตัดต่อพันธุกรรมไปจับมือกับต่างประเทศ เพื่อทำการวิจัยและสร้างสัตว์ดึกดำบรรพ์ที่คล้ายไดโนเสาร์ขึ้นมาจริง ๆ หวังปั้นเป็นสวนสัตว์นวัตกรรมและแลนด์มาร์กท่องเที่ยวระดับโลก นอกจากนี้จะซื้อสโมสรแมนยูฯและลิเวอร์พูลในสัดส่วน 51% เพื่อให้เป็นของคนไทย
สำหรับนโยบายสิ่งแวดล้อม พลังงาน และปากท้อง นายมงคลกิตติ์ ระบุว่า คลองแสนแสบต้องดื่มได้ ด้วยการบำบัดน้ำเสียตลอดสาย 47.5 กิโลเมตร ผ่านเทคโนโลยีชั้นสูงอย่างระบบ Ultrafiltration และระบบกรอง RO (Reverse Osmosis) พร้อมฆ่าเชื้อด้วยแสง UV หรือคลอรีน ตั้งเป้าปรับคุณภาพน้ำจนประชาชนตักขึ้นมาดื่มและบริโภคได้ภายใน 6 เดือน พร้อมเปลี่ยนเรือโดยสารเป็นไฟฟ้า (EV) ทั้งหมด และซื้อโรงกลั่นลดค่าน้ำมันให้ กทม. ร่วมกับประชาชนเข้าซื้อกิจการโรงกลั่นน้ำมันดิบจากบางจากฯ และตั้งโรงทาน 50 เขต อัดฉีดทหารผ่านศึกเดือนละ 3,000 บาท
ส่วนนโยบายสาธารณสุข จะผลักดันโรงพยาบาลสังกัด กทม. ให้บริการด้านศัลยกรรม ความงาม และสุขภาพในราคาถูก เพื่อให้คนกรุง “สวยฟิต หล่อยาว” พร้อมชูเรือธงให้คน กทม. เจียดเวลาวันละ 1 ชั่วโมง 40 นาที ในการผลิตบุตรเพิ่มประชากรปีละ 1 แสนคน ป้องกันปัญหาโรงเรียนร้างและขาดแคลนแรงงานและเพิ่มโบนัส 10% ให้ข้าราชการ พนักงาน และลูกจ้าง กทม. แต่มีเงื่อนไขว่าผู้ที่จะได้สิทธินี้ต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐานด้านสุขภาพ เช่น ค่าดัชนีมวลกาย (BMI), ขนาดรอบเอว และค่าไขมันเลว (LDL) ต้องไม่เกินเกณฑ์มาตรฐาน เพื่อกระตุ้นให้เจ้าหน้าที่รัฐแข็งแรง.