“พิจารณ์” ชี้การเมืองไทย 12 ปีหลังรัฐประหาร 57 แค่เปลี่ยน “ร่างทรง” สู่ “ระบอบสีน้ำเงิน” ปลุกประชาชนรวมพลังเปลี่ยนแปลง ผลักดันให้มีรัฐธรรมนูญใหม่ที่เป็นประชาธิปไตยของประชาชน


วันที่ 23 พฤษภาคม 2569 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคประชาชน เข้าร่วมเวทีเสวนาเปิดตัวหนังสือ “เปลี่ยน(ไม่)ผ่านการเมืองไทย 2566 - 2569” นายพิจารณ์กล่าวว่า เมื่อวานนี้ (22 พ.ค.) ครบ 12 ปีของการรัฐประหาร 2557 หากมองอย่างผิวเผิน การเมืองไทยดูเหมือนเปลี่ยนผ่านจากเผด็จการทหารไปสู่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่เปลี่ยนไปมีเพียงการเปลี่ยน “ร่างทรง” เท่านั้น โดยส่งต่ออำนาจมาจาก “รัฐพันลึก” (Deep State) และมือที่มองไม่เห็น 


ในการเลือกตั้ง 2562 เปลี่ยนร่างทรงจากกองทัพและทหาร มาสู่รัฐบาลสืบทอดอำนาจ ซึ่งแม้จะไม่มีอำนาจตามมาตรา 44 แต่ก็ยังมีโครงสร้างคอยเกื้อหนุนอยู่ ต่อมาปี 2566 มีการจัดตั้งรัฐบาลแบบ “เปลี่ยนขั้ว” ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนร่างทรงอีกครั้ง และล่าสุดปี 2569 แม้รัฐบาลจะมีความชอบธรรมจากผลการเลือกตั้งและไม่มีอำนาจมาตรา 44 แล้ว แต่ในทางปฏิบัติกลับดูเหมือนว่าจะมีอำนาจเบ็ดเสร็จกินรวบยิ่งกว่ามาตรา 44 เสียอีก โดยเป็นการใช้อำนาจผ่านองค์กรอิสระ สส. และ สว. ภายใต้สิ่งที่พรรคประชาชนเรียกว่า “ระบอบสีน้ำเงิน”


ส่วนสิ่งที่ตนเห็นว่ายังไม่เปลี่ยนในการเมืองไทย คือเรายังคงเห็นรัฐบาลที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนและชนชั้นนำ และมองข้ามหรือละเลยผลประโยชน์ของประชาชน ตัวอย่างที่ชัดเจนและใกล้ตัวที่สุดคือ โครงสร้างราคาพลังงานหรือค่าไฟ ซึ่งประชาชนต้องแบกรับภาระจาก “ค่าพร้อมจ่าย” ที่เกิดขึ้นจากรัฐบาลในอดีต แม้จะเปลี่ยนรัฐบาลแล้ว แต่โครงสร้างนี้ยังไม่ถูกแก้ไข แม้จะมีความพยายามอยู่บ้างแต่ก็ยังไม่เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม

...


นอกจากนี้ เรายังคงเห็นโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ ที่กลุ่มทุนชนะการประมูลแต่กลับไม่ได้ริเริ่มทำโครงการ กลับมาต่อรองกับภาครัฐเพื่อขอเปลี่ยนแปลงสัญญาและเงื่อนไขที่เคยชนะการประมูลมา ดังนั้นถ้าถามว่าที่ผ่านมาการเมืองไทยเปลี่ยนผ่านหรือไม่ ตนเห็นว่าที่แน่ๆ คือเราเปลี่ยนร่างทรง แต่ที่ไม่เปลี่ยนคือการเมืองไทยยังคงยึดโยงอยู่กับกลุ่มอำนาจ ชนชั้นนำ และกลุ่มทุน โดยละเลยผลประโยชน์ของประชาชน


นายพิจารณ์กล่าวต่อมาว่า ปัจจัยหลักที่รั้งหรือขัดขวางการเปลี่ยนผ่านคือรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งเป็นมรดกจากการรัฐประหารปี 2557 ซึ่งตนเสนอแนวทางเพื่อการเปลี่ยนผ่านแบ่งเป็น 3 ระยะ โดยระยะสั้น ต้องเรียกร้องไปยังผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ให้ทำงานอย่างเข้มข้นกว่านี้ในการตรวจสอบองค์กรอิสระให้ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา โดยใช้กลไกต่างๆ เช่น กรรมาธิการ 


ระยะกลาง หากผู้แทนราษฎรเห็นพ้องต้องกันว่าเนื้อหาในรัฐธรรมนูญ 2560 มีปัญหา ไม่จำเป็นต้องรอการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียว แต่สามารถร่วมมือกันปรับแก้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ได้ทันที เช่น ประเด็นเรื่องการยุบพรรคการเมือง หากเสียงส่วนใหญ่ของ สส. เห็นตรงกันก็สามารถเดินหน้าแก้ไขได้เลย


ระยะยาว เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขอตั้งข้อสังเกตต่อการที่พรรคภูมิใจไทยเพิ่งยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้ามา ตนอยากชวนคิดว่าทำไมจึงไม่ยื่นในนาม ครม. ในแง่หนึ่งอาจเป็นการพยายามหาฉันทามติ แต่อีกแง่หนึ่งอาจเป็นความพยายามช่วงชิงผลประโยชน์ทางการเมืองหรือไม่ โดยเฉพาะเงื่อนไขในร่างของพรรคภูมิใจไทยที่เพิ่มอำนาจให้ สว. กำหนดว่าหากจะแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ จะต้องได้เสียงเห็นชอบจาก สว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 ของ สว. ที่มีอยู่ ซึ่งเงื่อนไขนี้ไม่มีในรัฐธรรมนูญ 2560 เรื่องนี้พรรคประชาชนไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง และเคลือบแคลงใจว่าวิธีนี้สุดท้ายจะทำให้เราได้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนจริงหรือไม่


นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่มาของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่แม้จะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่เปรียบเสมือนกำแพงที่ถูกก่อขึ้น แต่หากตีความอย่างตรงไปตรงมา ก็ไม่ได้มีนัยตรงไหนที่บอกว่าการเลือกตั้ง สสร. โดยทางอ้อมนั้นทำไม่ได้ 


นายพิจารณ์ย้ำว่า พรรคประชาชนให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนอย่างแท้จริง เราเรียกร้องให้ทุกพรรคการเมืองแสดงจุดยืนผ่านร่างของตนเอง ทั้งนี้ พรรคประชาชนพร้อมที่จะร่วมลงนามกับพรรคการเมืองใดๆ ก็ตามที่เสนอร่างแก้ไข โดยมีเงื่อนไขว่าร่างนั้นจะต้องไม่มีเนื้อหาที่ขัดกับหลักการของพรรคประชาชน เพื่อเปิดทางให้มีร่างรัฐธรรมนูญหลายๆ ฉบับเข้าสู่การพิจารณาในสภา


เลขาธิการพรรคประชาชนกล่าวต่อว่า การเปลี่ยนผ่านที่แท้จริงไม่ใช่แค่การแก้ไขกติกาของสังคมให้เป็นธรรมเท่านั้น แต่หัวใจสำคัญคือพลังของประชาชน ยกตัวอย่างกรณีความพยายามทำรัฐประหารในประเทศเกาหลีใต้ ที่ประชาชนพร้อมใจกันออกมาต่อต้านจนทำให้การรัฐประหารล้มเหลวลงภายในไม่กี่ชั่วโมง พลังของประชาชนที่มาร่วมมือกันสร้างการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ คือสิ่งที่จะทำให้ประเทศไทยสามารถเปลี่ยนผ่านและสร้างการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงได้สำเร็จ


ซึ่งการจะทำให้เสียงของประชาชนมีพลังในการเปลี่ยนแปลงประเทศได้จริงนั้น ทุกภาคส่วนจะต้องมีส่วนร่วม พรรคประชาชนพยายามทำงานการเมืองตามแนวทางนี้ คือให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ทั้งการร่วมออกแบบนโยบายและการคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้ง 


อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าในการเมืองไทยมีความจริงอันน่ากระอักกระอ่วนอยู่ เรื่องหนึ่งที่พรรคประชาชนเพิ่งสื่อสารไปในสัปดาห์ที่ผ่านมา คือการแสดงความกังวลต่อการบริหารราชการแผ่นดินของนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล โดยเฉพาะหลักการสำคัญคือ “The King can do no wrong” หรือสถาบันกษัตริย์อยู่เหนือความขัดแย้งและอยู่เหนือการเมือง ดังนั้น ในการออกนโยบายใดๆ ของรัฐบาล ไม่ควรปรากฏภาพที่ทำให้สังคมเกิดคำถามว่ามีความเชื่อมโยงกับความเห็นของคณะองคมนตรี ซึ่งมีหน้าที่เป็นที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์


เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนมากที่นายกรัฐมนตรีควรจัดวางพระราชฐานะให้รัดกุมและเหมาะสม แม้ว่ารัฐบาลจำเป็นต้องรายงานและรับฟังความเห็นขององคมนตรี แต่รัฐบาลมีหน้าที่ที่ต้องบริหารและแยกแยะให้ถูกว่าอะไรคือพื้นที่ขอคำปรึกษาและอะไรคือพื้นที่ในการบริหารราชการแผ่นดิน หากต้องขอรับคำปรึกษา ควรออกแบบกลไกระหว่างนายกรัฐมนตรีและสำนักพระราชวังหรือคณะองคมนตรีอย่างเหมาะสมและเป็นทางลับ ไม่ควรเปิดเผยต่อสาธารณะ มิฉะนั้นนโยบายที่ออกไปจะทำให้สังคมเกิดข้อสังเกตว่าเกี่ยวพันกับสถาบัน และผลลัพธ์ของนโยบายนั้นจะเกิดผลกระทบต่อสถาบันหรือไม่


“คุณอนุทินเป็นนักการเมืองมายาวนาน น่าจะรู้ดีว่าอะไรควรทำหรือไม่ควรทำ การประชุมที่เกิดขึ้นที่มีการให้สื่อมวลชนเข้าไปเก็บภาพและเผยแพร่ออกมา ผมตั้งเป็นข้อสังเกตว่านี่คือความพยายามรูปแบบหนึ่งของรัฐบาลที่จะแสดงให้ข้าราชการ กลุ่มทุน หรือพี่น้องประชาชนเห็นว่ารัฐบาลนี้มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับคณะองคมนตรีหรือไม่อย่างไร”


นายพิจารณ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ในสัปดาห์ที่ผ่านมาพรรคประชาชนพยายามสื่อสารเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมาเพื่ออธิบายกับประชาชน เชื่อว่าจะทำให้ประชาชนเห็นภาพและรู้สึกตื่นตัวว่าอำนาจในการสถาปนารัฐธรรมนูญ อำนาจในการได้มาซึ่งรัฐบาล คืออำนาจของประชาชน ซึ่งนี่ก็คือเป้าหมายสูงสุดที่พวกตนเข้ามาทำงานการเมือง