พรรคประชาธิปัตย์ระดมสมองกูรูผังเมือง ชำแหละพิมพ์เขียวกรุงเทพฯ สะท้อนวิกฤตเมืองกรุงจราจรพัง-น้ำท่วมซ้ำซาก จาก “โครงสร้างผังเมืองล้มเหลว”
วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ ได้มีการจัดงานเสวนาทางวิชาการและยุทธศาสตร์เมืองในหัวข้อ "Reimagining Urban Green: ผังเมืองใหม่เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น" โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อผลักดันให้การออกแบบและวางผังเมืองกลายเป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์หลักในการแก้ไขปัญหาเรื้อรัง และยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวกรุงเทพมหานครอย่างรอบด้าน บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคัก มีแกนนำและผู้บริหารระดับสูงของพรรคประชาธิปัตย์ตบเท้าเข้าร่วมฟังการเสวนาอย่างพร้อมเพรียง
รศ. ดร.พนิต ภู่จินดา อาจารย์ประจำภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้นำเสนอพิมพ์เขียวแนวคิดการพัฒนาในระดับมหภาคว่า การที่จะนำพากรุงเทพฯ ไปสู่การเป็นเมืองที่ยั่งยืนได้นั้น ตัวผังเมืองจะต้องยึดหลักแห่งการสร้างสมดุลใน 3 มิติ หรือ "The Balance of 3E" อย่างเคร่งครัด คือ เมืองต้องขับเคลื่อนและมีรายได้ ต้องไม่ทำลายระบบนิเวศ และประชาชนทุกกลุ่มต้องเข้าถึงโอกาสอย่างเสมอภาค
รศ.ดร.พนิต ยังได้สับเปลี่ยนทัศนคติของสังคมต่อปัญหากรุงเทพฯ โดยชี้ให้เห็นว่า วิกฤตการณ์หลายอย่างที่คนกรุงต้องเผชิญอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุบนท้องถนน ปัญหาน้ำท่วมขัง หรือวิกฤตมลพิษสิ่งแวดล้อม แท้จริงแล้วเป็นผลสะท้อนโดยตรงมาจาก “ความผิดพลาดและล้มเหลวเชิงโครงสร้างของผังเมือง” มากกว่าที่จะเกิดจากความผิดพลาดของตัวบุคคล (Human Error) หรือเรื่องของเวรกรรม ดังนั้น หากรัฐบาลจะแก้ปัญหาให้ตรงจุด ต้องหันมาปฏิรูปที่ตัวโครงสร้างกฎหมายผังเมืองเป็นหลัก
ด้าน นายก้องศักดิ์ สหะศักดิ์มนตรี อนุกรรมการด้านอสังหาริมทรัพย์และที่อยู่อาศัย สภาองค์กรของผู้บริโภค ได้สะท้อนมุมมองในฝั่งสิทธิผู้บริโภคและภาคประชาชน โดยได้แสดงความกังวลอย่างรุนแรงต่อ ร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4) ที่กำลังเป็นประเด็นถกเถียงในขณะนี้ โดยนายก้องศักดิ์ชี้ชัดว่า ร่างผังเมืองดังกล่าวมีข้อบกพร่องร้ายแรงถึง 3 ประการ คือ กระบวนการจัดทำขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างสิ้นเชิง โดยมีสัดส่วนชาวบ้านเข้าไปมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นเพียงแค่ร้อยละ 0.4 เท่านั้น เป็นผังเมืองอนาคตที่ใช้ฐานข้อมูลล้าสมัย โดยอ้างอิงชุดข้อมูลเก่าเก็บตั้งแต่ปี 2562 ซึ่งไม่สอดคล้องกับสภาพเมืองและเศรษฐกิจหลังยุคโควิด-19 และ มีการซ่อนรูปแผนการขยายถนนและผังทางระบายน้ำ (ผังน้ำ) รวมกันหลายร้อยสาย ซึ่งแผนการดังกล่าวมีความเสี่ยงสูงมากที่จะนำไปสู่การไล่เวนคืนที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยของประชาชนในวงกว้าง ทุบหม้อข้าวคนจนเมือง
...
ในช่วงท้ายของเวทีเสวนา วิทยากรทั้งสองท่านและผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์ได้ร่วมกันระดมสมองเพื่อค้นหา “กระดุมเม็ดแรก” ในการแก้ปัญหาโครงสร้างเมืองอย่างยั่งยืน โดยระบุว่าต้องเร่งปรับปรุงมาตรการ FAR Bonus (มาตรการเพิ่มอัตราส่วนพื้นที่อาคารรวมต่อพื้นที่ดินเพื่อแลกกับการสร้างประโยชน์สาธารณะ) ใหม่ทั้งหมด เพื่อบังคับให้ผู้พัฒนาตึกสูงต้องสร้างพื้นที่สีเขียวที่ประชาชนและคนตัวเล็กตัวน้อยสามารถเดินเข้าไปใช้บริการและเข้าถึงได้จริง ไม่ใช่เปิดช่องให้กลุ่มทุนนำไปอ้างบังหน้าเพื่อเพิ่มพื้นที่ขายตึก พร้อมทั้งร่วมกันส่งเสียงเรียกร้องด่วนที่สุดให้รัฐบาลทำการ “ปฏิรูปกฎหมายผังเมืองไทย” เพื่อคืนความเป็นธรรมให้แก่ประชาชนคนรากหญ้า และสร้างปราการเหล็กป้องกันไม่ให้ผู้มีอำนาจลักไก่ออกนโยบายพัฒนาเมืองในลักษณะที่เอื้อประโยชน์และตักตวงผลประโยชน์ให้แก่กลุ่มทุนอสังหาริมทรัพย์เพียงฝ่ายเดียวเหมือนเช่นในอดีตที่ผ่านมา