“สุรเชษฐ์” บี้คดีอาญา 7 จนท.รัฐ สับเละปมอมส่วนต่าง 6.8 หมื่นล้าน ชี้เกม “เตะตัดขา-ฆ่าตัดตอน” เอื้อนายทุน ด้าน “สิริพงศ์” รับลูกเร่งสอบ ลั่นไม่ปล่อยเรื่องเงียบ
วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีการตั้งกระทู้ถามสดด้วยวาจาของนายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส.พรรคประชาชน ถามตรงถึงนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยมอบหมายให้ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นผู้ตอบแทน ถึงความคืบหน้าคดีมหากาพย์สัมปทานรถไฟฟ้าสายสีส้มและความเสียหายเชิงโครงสร้าง
นายสุรเชษฐ์ เปิดฉากฉะบิ๊กโปรเจกต์นี้ว่า สร้างความเสียหายให้รัฐสูงถึง 68,613 ล้านบาท จากการประมูล 2 ครั้งในระยะเวลาห่างกันแค่ 2 ปี ทั้งที่สร้างสิ่งเดียวกัน สถานีเท่าเดิม โดยชี้ให้เห็นพฤติกรรมส่อทุจริตแบบเป็นขบวนการผ่าน 2 กลยุทธ์สกปรก ปี 2563 มีการเปลี่ยนเกณฑ์ประมูลกลางอากาศแบบมีนัยสำคัญเพื่อเปลี่ยนตัวผู้ชนะ ทั้งที่หากยึดเกณฑ์เดิม BTS จะชนะโดยรัฐอุดหนุนเพียง 9,675 ล้านบาท พอกรรมการโดนศาลสั่งทุเลา รฟม. กลับชิงล้มกระดานหนีความผิด และปี 2565 เปิดประมูลใหม่รอบสองพร้อมตั้งเงื่อนไขกีดกันไม่ให้ BTS เข้าร่วมประมูล ล็อกเป้าให้เหลือผู้ประกอบการรายใหญ่รายเดียว จนทำให้รัฐต้องแบกรับส่วนต่างที่เพิ่มขึ้นเกือบ 7 หมื่นล้านบาทอย่างน่าเกลียด
“เวลานี้เรื่องกลับเงียบหาย ผมกลัวว่าจะเกิดการยอมความหรือฮั้วกันระหว่าง 2 เจ้าใหญ่เพื่อหลบให้กัน ซึ่งประชาชนจะเสียประโยชน์ และขอบอกเลยว่าจับตาสายสีม่วงให้ดี มีการแบ่งตอนซ่อนเงื่อนคล้ายสายสีส้ม และได้ข่าวมาว่า “เคลียร์กันจบแล้ว” มีเด็กนายคุมอยู่” นายสุรเชษฐ์ กล่าวตอกย้ำ
นายสุรเชษฐ์ ระบุต่อว่า แม้ตัวแทนเอกชนจะยอมความกันอย่างไรก็ตาม แต่คดีอาญากับเจ้าหน้าที่รัฐต้องไม่จบ ล่าสุดเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2567 ศาลอุทธรณ์ตัดสินว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐ 7 คน เป็นจำเลยความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต (ม.157) และศาลอาญาคดีทุจริตฯ กลาง ได้รับดำเนินการต่อแล้วตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2568 ที่สำคัญจำเลยบางคนยังไม่เกษียณอายุราชการ แถมปัจจุบันได้ดิบได้ดีไปเป็นบอร์ด เป็นผู้ว่าการ และเป็นอธิบดีในสังกัดกระทรวงคมนาคม ซึ่งตามแนวทางปฏิบัติของ ก.พ. ระบุชัดเจนว่าผู้บังคับบัญชาต้องสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ทันทีเมื่อเรื่องถึงศาล นายกฯ ก็บอกให้ “ปิดชื่อถือพฤติกรรม” ท่านรัฐมนตรีจะกล้าสั่งพักงานข้าราชการกลุ่มนี้ไหม อย่าละเว้นจนตัวเองต้องโดน ม.157 ไปด้วย
...
นายสุรเชษฐ์ยังได้ทิ้งบอมบ์ลูกใหญ่ถึงความเดือดร้อนของประชาชนในอนาคต โดยระบุว่าสัญญาที่แอบชิงลงนามกันไปนั้น มีการฝังระเบิดเวลาเรื่องค่าโดยสารเอาไว้ โดยช่วงแรกค่าตั๋วจะอยู่ที่ 15-45 บาท และโตตามเงินเฟ้อ แต่พอเดินรถไปถึงปีที่ 11 ค่าโดยสารจะก้าวกระโดดอย่างน่ากลัวจาก 17-50 บาท พุ่งพรวดเป็น 23-83 บาททันที ถ้ารัฐบาลเดินตามสัญญาประชาชนอ่วมแน่นอน แต่ถ้ารัฐบาลสั่งเบรกไม่ให้ขึ้นราคา รัฐก็ต้องจ่ายค่าชดเชยจนโดนฟ้องเป็น 'ค่าโง่' เอาเงินภาษีประชาชนไปจ่ายให้นายทุนอยู่ดี นี่คือความล้มเหลวของการรักษาผลประโยชน์รัฐ
ด้าน นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ลุกขึ้นชี้แจงโต้แย้งในประเด็นข้อกฎหมายว่า คดีที่ผ่านมารวมถึงในศาลปกครองสูงสุดและศาลอาญาทุจริตฯ กลาง ส่วนใหญ่มีคำพิพากษายกฟ้อง โดยศาลมองว่าการแก้ไขเกณฑ์ประเมิน (RFP) และการยกเลิกการประมูลครั้งแรก ทำไปเพื่อประโยชน์ของรัฐและแก้ปัญหาความล่าช้า ไม่ได้มีเจตนากลั่นแกล้งหรือเอื้อประโยชน์ให้เอกชนรายใด ส่วนการประมูลครั้งใหม่ศาลปกครองก็เห็นว่าเปิดกว้างมากขึ้น ไม่ได้กีดกันใคร
ส่วนประเด็นเรื่องราคาที่แตกต่างกัน นายสิริพงศ์แจงว่า ในการประมูลครั้งที่สองต้องเพิ่มเกณฑ์เทคนิคพิเศษเพราะเส้นทางสายสีส้มต้องรอดผ่านสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์จำนวนมาก จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อป้องกันปัญหาดินสไลด์หรือถนนทรุดตัว ส่วนตัวเลขของเอกสารรายที่ไม่สัญญานั้น เป็นตัวเลขที่ยังไม่ได้เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ (POC) ว่าทำได้จริงหรือไม่ จึงยังนำมาเปรียบพิกัดเดียวกันไม่ได้
อย่างไรก็ตาม นายสิริพงศ์ ได้กล่าวขอบคุณสำหรับข้อมูลใหม่เรื่องคดีอาญาของข้าราชการทั้ง 7 คน ตนเพิ่งทราบข้อมูลเมื่อครู่จากที่ท่านสุรเชษฐ์ส่งให้ ยืนยันว่ากระทรวงคมนาคมจะยึดนโยบายท่านนายกฯ 'ปิดชื่อถือพฤติกรรม' ตนจะนำข้อมูลนี้ส่งตรงถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และจะดำเนินการตรวจสอบตามระเบียบข้อกฎหมายอย่างเคร่งครัดตามอำนาจหน้าที่ที่มีอยู่ ข้อมูลนี้จะไม่หล่นหาย และไม่ปล่อยให้เรื่องเงียบหายแน่นอน