“ชาญชัย” เข้ายื่นคำชี้แจงศาลรัฐธรรมนูญเพิ่ม ปมบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ย้ำ กกต. ยอมรับบัตรสอบย้อนกลับได้ มัดตัวเอง ขอเพิ่มพยานเรียก “สมชัย-คณะ” ให้ข้อมูล
เมื่อเวลา 10.50 น. วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) นครนายก ให้สัมภาษณ์ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ กรณีนำคำชี้แจงเพิ่มเติมในฐานะผู้ยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง ( กกต.) จัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีคิวอาร์โค้ด (QR code) และบาร์โค้ด (Barcode) ทำให้การเลือกตั้ง สส.ทั่วไปไม่เป็นไปตามหลักการโดยลับ ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 85 หรือไม่ ต่อศาลรัฐธรรมนูญ ว่า ศาลส่งหนังสือให้ตนชี้แจงเพิ่มใน 5 ประเด็น อาทิ ได้พบเห็นการใช้บาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ดในวันเลือกตั้งหรือไม่ และการพิสูจน์ว่าการมีบาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งจะทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยการลับอย่างไร ซึ่งตนชี้แจงว่าได้พบเห็นบัตรเลือกตั้งที่มีนี้ตั้งแต่วันเลือกตั้ง ซึ่งผิดสังเกตจากบัตรเลือกตั้ง สส. จากทุกครั้ง พร้อมนำหลักฐานเป็นบัตรเลือกตั้งในอดีตที่ไม่มีบาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ด มาส่งให้ศาลพิจารณาด้วย
ทั้งนี้ มีประเด็นน่าสนใจคือ กรณี กกต. ยอมรับเองในการชี้แจงต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ฉบับลงวันที่ 13 มีนาคม 2569 เรื่องร้องเรียนเลขดำที่ 544/2569 เรื่องร้องเรียนแดงที่ 342/2569 ปรากฏในหน้าที่ 8 บรรทัดที่ 24 และหน้าที่ 9 บรรทัดที่ 26 ว่า รหัสคิวอาร์ดังกล่าวสามารถสแกนข้อมูลได้ เพื่อตรวจสอบบัตรเลือกตั้งที่พิมพ์ ป้องกันการเกิดบัตรเขย่ง หรือโกงการเลือกตั้งเพื่อป้องกันการปลอมแปลงบัตร จึงถือเป็นข้อยุติได้ว่า การพิมพ์บัตรเลือกตั้งมีรหัสแสดงบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งสามารถสืบค้นย้อนกลับ เพื่อระบุตัวตนของผู้มีสิทธิลงคะแนนได้
...
“ที่สำคัญคือ หลักฐานใน TOR การว่าจ้างซื้อจัดจ้างให้พิมพ์บัตรเลือกตั้ง สส.ครั้งนี้ ระบุชัดว่าเพื่อป้องกันการทุจริต เช่น การปลอมแปลง, การพิมพ์เกินจำนวน, การนำบัตรไปใช้นอกเขต ซึ่งเขียนว่า “ขั้นต่ำ” อย่างน้อยต้องมี 6 ข้อ และในข้อ 2 ระบุว่า การจัดพิมพ์บัตรด้วยหมึก หรือลวดลาย หรือวิธีการอื่นลงบนบัตรเพื่อป้องกันการปลอมแปลง โดย TOR ห้ามมิให้ผู้รับจ้างพิมพ์บัตรให้จัดทำบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง แต่ยึดหลักการสำคัญคือต้องใช้หมึกที่มองไม่เห็นและป้องกันการสแกน เท่ากับว่า กกต. ทำผิด TOR ในการจัดซื้อจัดจ้างพิมพ์บัตรเลือกตั้งนี้เสียเอง และยังยอมรับบัตรดังกล่าวมาใช้ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ทำให้ขัดต่อหลักการตามมาตรา 85 ของรัฐธรรมนูญหรือไม่”
นอกจากนี้ ตนยังขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาเชิญบุคคลที่จะมาเป็นพยานในศาลคือ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต., นายธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์, นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ และนายชัยพนธ์ ชวาลวณิชชัย ซึ่งเป็นคณะบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญในกรณีการกำหนดรหัสบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง มาให้ข้อมูลข้อเท็จจริงเพื่อพิสูจน์ต่อศาลในเชิงประจักษ์ ว่า บัตรเลือกตั้งหากสแกนแล้วสามารถสืบไปถึงต้นตอผู้ลงคะแนนได้ เพื่อศาลจะได้เห็นว่ากระบวนการจัดการเลือกตั้งไม่บริสุทธิ์ยุติธรรมเพราะอะไร
เมื่อถามว่า กกต. ได้ชี้แจงกับผู้ตรวจการแผ่นดินหรือไม่ ถึงเงื่อนไขการสแกนบัตรที่จะสามารถสืบถึงผู้ลงคะแนนได้ นายชาญชัย ตอบว่า กกต. ยอมรับว่าเป็นการป้องกันการปลอมแปลงและมีกฎหมายให้อำนาจ ซึ่งตนเห็นว่าเรามีกฎหมายห้ามซื้อเสียง แต่เราก็ไม่สามารถป้องกันการซื้อเสียงได้ ตนเคยฟ้องศาลให้นำบัตรมาทั้งหมด ได้มาทั้งบัตรที่ใช้แล้วและยังไม่ได้ใช้ เรารู้ทันทีเลยว่าใครเลือกใคร กรณีนี้ถามว่าเจ้าหน้าที่กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งที่เป็นคนแจกบัตรรู้หรือไม่ว่าใครเป็นคนรับบัตรหมายเลขอะไร และถ้าคนทุจริตมานั่งเฝ้าตอนที่ขานคะแนน ก็จะทราบอีกว่าบัตรนี้เป็นของใครลงคะแนน
นายชาญชัย ระบุในตอนท้ายว่า “ผมได้เขียนชี้แจงบรรยายแต่ละขั้นตอนให้ศาลได้เห็น วิธีการแบบนี้เรารู้มานานแล้วว่าถ้ามีการไปใส่รหัสในบัตรจะสามารถสืบเสาะได้ ฉะนั้นถ้าบอกว่ากฎหมายทำให้เข้าไม่ถึง จริงๆ รู้ตั้งแต่วันเลือกตั้งแล้ว เชื่อว่าศาลต้องการข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย และมั่นใจว่าศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาเรื่องนี้อย่างละเอียดมาก เพราะเป็นเรื่องใหญ่ของบ้านเมือง มีผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือ เพราะถ้าการเลือกตั้งไม่สุจริต ยุติธรรมและเปิดเผยความลับได้ ระบบจะเสียหาย ไม่มีใครเชื่อถือ ระบบการเลือกตั้งจะกลายเป็นระบบที่ทำลายประชาธิปไตย และผู้ที่ทำลายระบบการเลือกตั้งคือผู้ที่ควบคุมการเลือกตั้งเอง ขอขอบคุณศาลรัฐธรรมนูญที่รับเรื่องนี้ไว้พิจารณา และขอบคุณผู้ตรวจการแผ่นดินที่ส่งเรื่องนี้มายังศาล เพราะการชี้แจงของ กกต. ที่ส่งไปยังผู้ตรวจการแผ่นดิน ทำให้เราเข้าใจอะไรมากขึ้น ตรงกับที่เรารู้อยู่แล้ว เพียงแต่อยากจะฟังจากปากของ กกต. เองว่าเขาจะแก้เรื่องนี้อย่างไรที่ทำพลาดไปแล้ว”