“เอกนิติ” ย้ำตอนนี้วิกฤตของแพง ครม.อนุมัติไทยช่วยไทยพลัส ช่วยค่าครองชีพ ปชช. 43 ล้านคน จ่ายผู้ถือบัตรคนจน 1,000 บาท 4 เดือน ส่วนสิทธิรัฐจ่าย 60 ประชาชนออก 40 เปิดลงทะเบียน 25-29 พ.ค. นี้  

 

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานการแถลงข่าว โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส บรรเทาภาระค่าครองชีพ ดูแลเศรษฐกิจฐานราก ฝ่าวิกฤตพลังงานไปด้วยกัน” ณ ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล โดยระบุว่า วันนี้  ครม.มีมติอนุมัติ โครงการไทยช่วยไทย พลัส ฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน โดยวันนี้กำลังเข้าสู่วิกฤตระลอกที่ 3 เรียกว่า วิกฤตของแพง สะท้อนจากเงินเฟ้อในรอบเดือนเมษายน ที่ขยับไป 2.9 เปอร์เซ็นต์ และมีโอกาสที่เงินเฟ้อจะสูงขึ้นอีก วิกฤตนี้ถ้าเราไม่สามารถหยุดได้ จะนำไปสู่วิกฤตระลอกต่อไปคือวิกฤตกำลังซื้อ ค่าครองชีพสูงขึ้น กำลังซื้อของคนจะหดลง รายได้ของคนในกระเป๋าลดลง ธุรกิจจะมีต้นทุนที่สูงขึ้น ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นคือ คนที่มีรายได้น้อย ไม่มีเงินออม ธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่มีกำไรสะสมมารองรับแรงกระแทก หากปล่อยให้วิกฤตนี้เกิดขึ้นต่อไป สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมา จะทำให้ธุรกิจปิดตัว คนตกงาน เศรษฐกิจจะซึมยาว จึงจำเป็นต้องออกโครงการไทยช่วยไทยพลัส เพื่อช่วยประคับประคองประชาชน ธุรกิจรายย่อย เพื่อรองรับผลกระทบที่เกิดขึ้น ช่วยดูแลไม่ให้กำลังซื้อหดตัวไปมาก จนส่งผลให้ธุรกิจต้องปิดตัว 

นายเอกนิติ ระบุว่า หลักคิดโครงการไทยช่วยไทยพลัส แบ่งเป็น 3 เรื่องใหญ่ คือ กลุ่มที่ 1 โครงการนี้จะช่วยกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยจากบัตรสวัสดิการของรัฐ ซึ่งมีประมาณ 13.2 ล้านคน  โดยรัฐจะให้เดือนละ 1,000 บาท จากเดิมที่ได้ 300 เพิ่มมา 700  เป็นเวลา 4 เดือน  เป้าหมายเพื่อช่วยกลุ่มผู้มีรายได้น้อย กลุ่มเปราะบาง ให้รับมือค่าครองชีพที่สูงขึ้น โดยได้ให้กระทรวงมหาดไทยร่วมกับกระทรวงการคลังไปปรับปรุงฐานข้อมูลเพื่อให้แม่นยำขึ้นและเปิดลงทะเบียนใหม่ 

...

กลุ่มที่ 2 จะช่วยคนชั้นกลาง คนทำงาน มนุษย์เงินเดือน ที่เจอค่าครองชีพสูง โดยหลักคิดเพื่อช่วยคนที่มีกำลังซื้อน้อย โดยประชาชนจ่าย 40 รัฐช่วยจ่าย 60  หัวใจสำคัญช่วยค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน โดยให้จำนวน 1,000 บาท  เป็นเวลา 4 เดือน 

ส่วนกลุ่มที่ 3 จะช่วยต่อลมหายใจ ร้านค้ารายเล็ก เติมสายป่านให้กับธุรกิจรายเล็ก เพื่อให้สามารถอยู่ได้ เป็นการเติมสภาพคล่องต่อลมหายใจให้กับธุรกิจรายเล็ก นอกจากนี้จะมีการนำ เอไอมาใช้มากขึ้น เพื่อสอนให้ร้านค้าคุ้นเคยกับการใช้ดิจิทัลมากขึ้น ทำให้บริหารต้นทุนได้ดียิ่งขึ้น เช็กราคาสินค้าได้แม่นยำ และเข้าสู่แหล่งสินเชื่อในระบบมากขึ้น โดยไม่ได้ไปกู้นอกระบบ 

นายเอกนิติ  ย้ำว่า วิกฤตครั้งนี้แตกต่างจากครั้งที่ผ่านมา เพราะคือวิกฤตค่าครองชีพ กระทบคนตัวเล็กตัวน้อย ซึ่งรัฐบาลจะประคองเศรษฐกิจ เพื่อช่วยคนตัวเล็กตัวน้อยให้ผ่านวิกฤตไปด้วยกัน

ขณะที่นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัส จะดูแลประชาชนมากกว่า 43 ล้านคน  โดยประชาชน 13.2 ล้านคน มาจากกลุ่มที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะได้รับเงินเพิ่มอีก 700 บาท จากที่เคยได้ รวมเป็นจำนวน 1,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน ตั้งแต่ เดือน มิถุนายน กรกฎาคม สิงหาคม กันยายน เพื่อจับจ่ายใช้สอยในแต่ละเดือน 

ส่วนประชาชนทั่วไป รัฐบาลบรรเทาภาระค่าใช้จ่าย 1,000 บาท โดยโครงการที่เรียกว่า 60/40 ไม่เกิน 30 ล้านคน มีระยะเวลาการใช้จ่ายไม่เกิน 4 เดือนเช่นกัน  โดยย้ำว่าครั้งนี้ไม่ใช่โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เป็นการบรรเทาค่าครองชีพประชาชน สำหรับเกณฑ์อายุที่สามารถเข้าร่วมโครงการต้องมีอายุ 18 ปีขึ้นไป โดยให้ใช้จ่ายได้ไม่เกิน 200 บาท ต่อวัน ส่วนร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการในภาคบริการ เช่น ร้านทำเล็บ ทำผม ร้านสปา ร้านนวด ซึ่งเคยได้ในโครงการคนละครึ่ง แต่รอบนี้ไม่ได้ เพราะต้องการให้เงิน 1,000 บาท ในแต่ละเดือน ไปบรรเทาภาระค่าครองชีพ ซื้อสินค้าอุปโภค บริโภค อย่างแท้จริง  โดยจะเริ่มเปิดลงทะเบียนในวันที่ 25 - 29 พฤษภาคม  ตั้งแต่เวลา 06.00 น. - 22.00 น. 

ส่วนร้านค้าที่เคยอยู่ในระบบคนละครึ่งพลัสอยู่แล้วซึ่งมีประมาณ 1 ล้าน ร้านค้า ก็เข้าไปยืนยันเพื่อเข้าร่วมโครงการ  ส่วนร้านค้าใหม่ สามารถเข้าร่วมได้ตั้งแต่วันที่ 25 - 30 พฤษภาคม  โดยติดต่อได้ที่ธนาคารกรุงไทย ทุกสาขา