โฆษกรัฐบาล เผยนายกฯ พอใจ GDP ไทยไตรมาสแรกโตต่อเนื่อง ขยายตัวร้อยละ 2.8 สะท้อนมาตรการรัฐบาลมาถูกทาง เดินหน้าแก้ปากท้อง-ฝ่ามรสุมค่าครองชีพ เตรียมขยายตลาดใหม่ในแอฟริกาและตะวันออกกลาง
วันนี้ 19 พฤษภาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พอใจเศรษฐกิจไทยมีทิศทางฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานสภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกปี 2569 ขยายตัวร้อยละ 2.8 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 2.5 ในไตรมาส 4 ของปี 2568 สะท้อนให้เห็นว่าการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลตั้งแต่สมัยแรกดำเนินมาถูกทิศทาง และมาตรการที่ทยอยออกมาเริ่มเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม
โดยปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจ ได้แก่ การเร่งรัดรายจ่ายภาครัฐ การกระตุ้นการลงทุนของภาคเอกชน การปรับปรุงกลไกภาครัฐและกฎระเบียบเพื่อลดอุปสรรคด้านการลงทุน รวมถึงการยกระดับความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ สะท้อนผ่านดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ปรับตัวดีขึ้น และแนวโน้มเชิงบวกด้านอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยจากสถาบันจัดอันดับระดับโลก อย่างเช่น Moody’s ที่ปรับความน่าเชื่อถือของไทย จากเชิงลบ (Negative Outlook) เป็น “มีเสถียรภาพ” (Stable Outlook) และวิเคราะห์ว่า ไทยเป็น 1 ในประเทศตลาดเกิดใหม่ขนาดใหญ่ที่สามารถรับมือแรงกระแทกจากเศรษฐกิจโลกตลอดช่วงปีที่ผ่านมาได้ดีขึ้น
การลงทุนรวมขยายตัวร้อยละ 9.9 สูงสุดในรอบ 44 ไตรมาส โดยการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวร้อยละ 10.1 จากการลงทุนในเครื่องจักรและเทคโนโลยี ภาคการส่งออกยังคงขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะสินค้าอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี รัฐบาลเตรียมเดินหน้าขยายตลาดใหม่เพิ่มเติมในภูมิภาคแอฟริกาและตะวันออกกลาง เพื่อกระจายความเสี่ยงและสร้างโอกาสใหม่ให้ผู้ประกอบการไทย
...
มากไปกว่านั้น การดูแลเศรษฐกิจฐานรากทำควบคู่กัน โดยเฉพาะภาคการเกษตรที่ยังเผชิญแรงกดดันจากราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลก รัฐบาลจะเร่งดูแลเกษตรกร ผู้มีรายได้น้อย และกลุ่มผู้มีอาชีพอิสระ ผ่านมาตรการลดต้นทุนการผลิต การบริหารจัดการน้ำ การดูแลราคาสินค้า และการขยายตลาด เพื่อบรรเทาผลกระทบจากค่าครองชีพและเศรษฐกิจโลก ขณะเดียวกัน ก็เดินหน้าโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมศักยภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
รัฐบาลยังเตรียมมาตรการรองรับความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อจากวิกฤตพลังงานในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด โดยนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์พลังงาน ราคาสินค้า และต้นทุนการผลิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อดูแลผลกระทบต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด พร้อมกำชับการดูแลเศรษฐกิจระยะต่อไป ต้องให้ความสำคัญกับการดูแลประชาชนที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์ค่าครองชีพอันเป็นผลกระทบจากราคาพลังงาน ผ่านมาตรการต่างๆ รวมถึงมาตรการไทยช่วยไทยพลัส ที่ได้ปรับรูปแบบเป็น รัฐช่วย 60 ประชาชนจ่าย 40 เพื่อกระจายเม็ดเงินลงสู่ร้านค้ารายเล็กและเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ
“ช่วงเวลาที่นายกฯอนุทิน ได้เข้ามาบริหารประเทศ สมัยแรกช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 ต่อเนื่องมาถึงไตรมาสแรกของปี 2569 ไทยต้องเผชิญกับวิกฤตภายนอก ทั้งความผันผวนของเศรษฐกิจโลกจากปัญหาภาษีศุลกากรของสหรัฐ ฯ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ จนกลายเป็นวิกฤตพลังงานทั่วโลก แม้ปัจจุบันเศรษฐกิจโลกยังคงมีความไม่แน่นอน รัฐบาลได้นำความต้องการและความเดือดร้อนของประเทศ ผู้ประกอบการ ประชาชน มาเป็นโจทย์จากนี้ โครงการต่างๆ ภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงิน อาทิ โครงการไทยช่วยไทยพลัส และการส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน รวมทั้งมาตรการต่างๆ ของรัฐบาลที่จะทยอยออกมา จะเป็นมาตรการหลักในการดูแลประชาชนและประคองการเติบโตเศรษฐกิจถึงปลายปีนี้ โดยเชื่อมั่นว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายเศรษฐกิจเติบโตทั้งปีที่ร้อยละ 2”