วัวหายล้อมคอก กทม. ถอดบทเรียนแยกมักกะสัน สั่งเร่งปรับกายภาพถนน-ดึงเทคโนโลยีคุมไฟจราจร นำร่องทางข้ามรถไฟทั่วกรุง 32 จุด
วันที่ 18 พ.ค. 2569 ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ดร.วิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้เปิดเผยถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาการจราจรและอุบัติเหตุบริเวณจุดตัดทางรถไฟมักกะสัน (ถนนอโศก-ดินแดง) ภายหลังจากการประชุมหารือร่วมกับคณะที่ปรึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งถือเป็นหนึ่งในการประชุมวาระสำคัญช่วงโค้งสุดท้ายของคณะผู้บริหารชุดปัจจุบัน โดย กทม. ได้ข้อสรุปในการจัดทำแผนแม่บทเพื่อยกระดับความปลอดภัยและแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัดอย่างยั่งยืน พร้อมส่งมอบแผนงานดังกล่าวให้หน่วยงานปฏิบัติสามารถดำเนินการสานต่อได้ทันที
ดร.วิศณุ ระบุว่า บริเวณจุดตัดมักกะสันมีปัญหาซ้อนทับกันทั้งในมิติของจุดเสี่ยงอุบัติเหตุและปัญหาการจราจรที่ติดขัดอย่างหนัก โดยเฉพาะในช่วงเวลาเร่งด่วนตอนเช้าที่มีปริมาณรถหนาแน่นกว่า 3,000 คันต่อชั่วโมง สาเหตุหลักเกิดจากกระแสรถที่เลี้ยวซ้ายจากถนนกำแพงเพชร 7 มาตัดกับกระแสรถทางตรงจากแยกพระราม 9 ส่งผลให้รถจากแยกพระราม 9 ชะลอตัวและเกิดการติดสะสมกีดขวางบนจุดตัดทางรถไฟ
ดังนั้น กทม. จึงมีแผนดำเนินการแก้ไขปัญหาในระยะเร่งด่วน 3 ขั้นตอน ประกอบด้วย 1. การปรับปรุงกายภาพทางถนน โดยการปรับแก้หัวเกาะกลางถนนเพื่อเพิ่มวงเลี้ยวซ้ายให้รถจากถนนกำแพงเพชร 7 สามารถเลี้ยวได้สะดวกยิ่งขึ้น 2. การจัดระบบสัญญาณไฟจราจรใหม่ โดยบังคับให้รถที่เลี้ยวซ้ายจากถนนกำแพงเพชร 7 ต้องหยุดรอตามสัญญาณไฟ เพื่อปล่อยให้รถจากแยกพระราม 9 เคลื่อนตัวผ่านจุดตัดทางรถไฟไปได้โดยไม่เกิดการติดสะสม และ 3. การนำระบบสัญญาณไฟอัจฉริยะ (Adaptive Signaling) มาใช้งาน โดยจะต้องเขียนโปรแกรมสั่งการขึ้นมาใหม่ทั้งหมด เพื่อให้สัญญาณไฟบริเวณแยกมักกะสันสอดคล้องกับปริมาณรถแบบเรียลไทม์ และสัมพันธ์กับสัญญาณไฟบริเวณแยกอโศกที่อยู่ถัดไป
...
นอกจากมาตรการแก้ไขปัญหาจราจรแล้ว กทม. ยังได้กำหนดแผนงานระยะกลางในการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและลดความผิดพลาดจากมนุษย์ โดยมีแผนติดตั้งระบบเซ็นเซอร์ตรวจจับรถไฟ เพื่อส่งสัญญาณแจ้งเตือนล่วงหน้าให้ระบบไฟจราจรเปลี่ยนเป็นสีแดงก่อนที่ขบวนรถไฟจะมาถึง ควบคู่ไปกับการติดตั้งระบบกล้องตรวจจับยานพาหนะ บริเวณจุดตัดทางข้าม ซึ่งหากประเมินพบว่ามีรถยนต์จอดติดค้างอยู่บนราง ระบบจะทำการส่งสัญญาณฉุกเฉินกลับไปยังพนักงานขับรถไฟให้รับทราบสถานการณ์ล่วงหน้า เพื่อให้สามารถชะลอหรือหยุดขบวนรถได้ทันท่วงที
รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวย้ำว่า การดำเนินการตามแผนงานดังกล่าว จำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการร่วมกันระหว่างหลายหน่วยงาน โดยในส่วนของการปรับปรุงกายภาพทางถนน กทม. จะมอบหมายให้สำนักการโยธาออกแบบและประสานขออนุญาตใช้พื้นที่จากการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ขณะที่การติดตั้งและเชื่อมโยงระบบเซ็นเซอร์ จะต้องหารือร่วมกับการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และสำหรับการควบคุมระบบไฟจราจร กทm. จะเป็นผู้สนับสนุนด้านเทคโนโลยีและส่งมอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรเป็นผู้ควบคุมบริหารจัดการ
ทั้งนี้ ดร.วิศณุ มองว่าเหตุการณ์โศกนาฏกรรมที่ผ่านมาต้องถูกนำมาเป็นบทเรียนสำคัญเพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยหวังว่าการนำเทคโนโลยีและระบบอัจฉริยะมาประยุกต์ใช้ที่จุดตัดมักกะสันในครั้งนี้ จะก้าวขึ้นเป็นโมเดลต้นแบบ ในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยให้ครอบคลุมจุดตัดทางรถไฟทั้ง 32 แห่งทั่วพื้นที่กรุงเทพมหานครในอนาคตต่อไป