“ทวี” ซัด พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้าฉบับใหม่ ส่อแววเหลว-ลดโทษอาญา เอื้อทุนระดับแสนล้านอยู่เหนือกฎหมาย ปล่อยประชาชนไร้อำนาจต่อรอง
วันที่ 18 พ.ค. 2569 พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หัวหน้าพรรคประชาชาติ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า ร่าง พ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้า ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ที่เข้าสู่การพิจารณาวาระที่ 1 ของสภาผู้แทนราษฎร สรุปได้ 7 ประเด็น คือ
1. เพิ่มอำนาจให้ครอบคลุมรัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หน่วยงานรัฐอื่นๆ ที่ทำธุรกิจเชิงพาณิชย์ รวมถึงกลุ่มธุรกิจที่มีกฎหมายเฉพาะกำกับดูแล เช่น โทรคมนาคม พลังงาน ต้องอยู่ภายใต้ พ.ร.บ. นี้อย่างเท่าเทียม และบังคับใช้ครอบคลุมพฤติกรรมนอกราชอาณาจักร โดยกำหนดให้สามารถลงโทษผู้ประกอบธุรกิจที่กระทำความผิดนอกราชอาณาจักรได้ หากการกระทำนั้นส่งผลกระทบหรือมีอิทธิพลต่อตลาดภายในประเทศ
2. แก้ไขให้ “คณะกรรมการแข่งขันทางการค้า” หรือ กขค. ให้มาจากการคัดเลือกโดยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร จากเดิมที่ผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ปรับจำนวนและกำหนดสัดส่วนผู้เชี่ยวชาญ โดยปรับลดจำนวนกรรมการเหลือ 7 คน รวมประธานและรองประธาน และกำหนดสัดส่วนความเชี่ยวชาญให้ชัดเจน เช่น ด้านนิติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และการคุ้มครองผู้บริโภค และต้องมีประสบการณ์ไม่น้อยกว่า 10 ปี เพิ่มเกณฑ์ชี้วัดผลงาน หรือ KPI ความสำเร็จในการดำเนินงาน หากกรรมการไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินจะต้องพ้นจากตำแหน่ง
3. การควบรวมกิจการที่อาจลดการแข่งขันทำให้เกิดผู้มีอำนาจเหนือตลาด หรือกรณีผู้มีอำนาจเหนือตลาดจะควบรวมกิจการ จะต้องยื่นขออนุญาตและได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการก่อน แก้ไขคำนิยามและการพิจารณาปัจจัยให้ครอบคลุมสภาพการแข่งขันและแนวโน้มในอนาคต โดยเปรียบเทียบกับผู้ประกอบธุรกิจอื่นในระบบ
...
4. เพิ่มความโปร่งใสและตรวจสอบได้ต่อสาธารณะ บังคับให้เปิดเผยผลคำวินิจฉัยฉบับเต็ม รวมถึงคำวินิจฉัยส่วนตน หรือความคิดเห็นแยกรายบุคคล ของกรรมการทุกคนต่อสาธารณชนภายใน 15 วัน และในระหว่างที่คดีอยู่กระบวนการพิจารณา สำนักงานมีหน้าที่ต้องเผยแพร่รายงานความคืบหน้าของคดีต่อสาธารณชนเป็นประจำทุกเดือน
5. ยกเลิกโทษอาญาจำคุกในความผิดฐานผูกขาด มาตรา 50, 54, 55, 57 แล้วเปลี่ยนเป็นโทษปรับเป็นพินัย หรือโทษทางปกครองแทน กำหนดอัตราโทษปรับเป็นพินัยโดยคิดเป็นร้อยละของรายได้ในปีที่กระทำความผิด เช่น ไม่เกินร้อยละ 10 หรือร้อยละ 20 ของรายได้ หรือคิดตามมูลค่าธุรกรรมการรวมธุรกิจ เพื่อให้มีบทลงโทษทางเศรษฐกิจที่รุนแรงต่อทุนใหญ่
6. “ผู้แจ้งเบาะแส” เพิ่มหลักเกณฑ์การยกเว้นหรือลดหย่อนค่าปรับเป็นพินัยให้แก่ผู้ร่วมกระทำผิดที่กลับใจเข้ายื่นคำขอและให้ข้อมูลพยานหลักฐานเป็นรายแรก เพื่อช่วยให้เจ้าหน้าที่ทลายการฮั้วหรือข้อตกลงลับได้ง่ายขึ้น กำหนดให้การฟ้องคดีอาญา คดีเรียกค่าเสียหาย และคดีความผิดทางพินัย ไปอยู่ในเขตอำนาจของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ แทนศาลปกครองหรือศาลระบบเดิม
7. กำหนดให้ผู้เสียหายมีสิทธิฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนได้สูงสุดถึง 3 เท่า หรือศาลสั่งได้ไม่ต่ำกว่า 3 เท่า แต่ไม่เกิน 4 เท่า ของความเสียหายที่แท้จริง ขยายอายุความและกำหนดการสะดุดหยุดลงเป็น 3 ปี หรือ 5 ปี นับแต่วันที่รู้หรือควรจะรู้ถึงเหตุ และหากผู้เสียหายยื่นเรื่องร้องเรียนต่อสำนักงาน ให้อายุความสะดุดหยุดลงทันที และปรับเพิ่มเพดานอัตราค่าธรรมเนียม เช่น การขออนุญาตรวมธุรกิจปรับขึ้นเป็นครั้งละ 5,000,000 บาท การขอให้วินิจฉัยล่วงหน้าปรับขึ้นเป็นครั้งละ 500,000 บาท
พันตำรวจเอก ทวี กล่าวต่อว่า ในความเป็นจริง ประเทศไทยไม่เคยขาดแคลนกฎหมายเศรษฐกิจ มีทั้ง พ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้า กฎหมายเฉพาะ มีคณะกรรมการกำกับดูแลระดับชาติ และที่สำคัญมีรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุดระบุไว้อย่างชัดเจนว่า อาทิ มาตรา 75 ให้รัฐจัดระบบเศรษฐกิจที่ประชาชนได้ประโยชน์อย่างทั่วถึง เป็นธรรม ขจัดการผูกขาดที่ไม่เป็นธรรม “รัฐต้องไม่ประกอบกิจการที่แข่งขันกับเอกชน” แต่รัฐเอง กลับมีรัฐวิสาหกิจประมาณ 55 รัฐวิสาหกิจ ที่ประกอบกิจการแข่งกับเอกชน หรือตามมาตรา 56 สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานเพื่อประโยชน์ต่อประชาชนในการดำเนินชีวิต รัฐจะกระทำด้วยประการใดให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชนหรือทำให้รัฐเป็นเจ้าของน้อยกว่าร้อยละ 51 ไม่ได้ ที่สำคัญ ต้องไม่ให้กระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชน ซึ่งหมายถึงราคาค่าไฟฟ้า น้ำมัน นั่นเอง แต่พบว่ากฎหมายต่าง ๆ ขาดการบังคับใช้อย่างเคร่งครัดและอย่างซื่อสัตย์ กลายสภาพเป็นเพียง “เสือกระดาษ” ปล่อยให้ผู้ทรงอิทธิพลอยู่เหนือกฎหมายและความทุกข์ร้อนของประชาชน มีอำนาจเหนือตลาด อาทิ
พร้อมทั้งมองว่าการค้าขายที่เป็น “ค้าปลีก-ค้าส่ง” ระบบนิเวศกินรวบชุมชน ซึ่งในอดีตเงินสดที่ชาวบ้านซื้อของจากร้านโชห่วยหรือตลาดสดจะหมุนเวียนอยู่ในพื้นที่ เกิดเป็นตัวคูณทางเศรษฐกิจ ที่ทำให้ชุมชนเข้มแข็ง แต่ปัจจุบันทุนยักษ์ใหญ่ได้เปลี่ยนกติกานี้ไปสิ้นเชิง ดูจาก รายงานประจำปีของบริษัทยักษ์ใหญ่ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ช่วยให้เห็นภาพผลกระทบต่อเศรษฐกิจชุมชนคนรากหญ้าทั้งประเทศ ที่ถูก “สูบเงินสด” จากชุมชนเข้าบริษัทใหญ่ที่ กทม. จนเงินสดในชุมชนหายไป โดยมีจำนวนร้านสะดวกซื้อสูงถึง 15,945 สาขา และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นปีละกว่า 600-700 สาขา เกิดการผูกขาด บริษัทมีส่วนแบ่งการตลาดในกลุ่มสูงถึง 78.8% สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่แค่การขยายสาขา แต่ควบคุมตั้งแต่ระบบค้าส่ง ค้าปลีก แพลตฟอร์มออนไลน์ ไปจนถึงฐานข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภค ร้านโชห่วย แผงลอย หรือตลาดสดจึงไม่มีอาวุธใดไปแข่งขันได้ ผลลัพธ์คือ รายได้จากชุมชนไหลเข้าสู่ส่วนกลาง ชุมชนกลายเป็นเพียงแหล่งบริโภค แต่ไม่ใช่แหล่งสะสมทุนอีกต่อไป
ด้าน “พลังงาน” น้ำมันเชื้อเพลิง ไฟฟ้าฯ กำหนดรัฐเป็นเจ้าของน้อยกว่าร้อยละ 51 มิได้ แต่ปรากฏว่าปัจจุบันรัฐไม่ธำรงไว้ซึ่งหลักนิติธรรม ปล่อยให้นายทุนพลังงานสัมปทานผูกขาดเป็นผู้ผลิตมากถึง 70% จนกลุ่มเอกชนนายทุนร่ำรวยจนทนไม่ไหวเป็นอันดับมหาเศรษฐีระดับต้นของประเทศ ประชาชนต้องจ่ายค่าไฟฟ้าและน้ำมันแพงจนเดือดร้อนระงม หรือ ด้านโทรคมนาคม รัฐให้สัมปทานเอกชนผูกขาดปล่อยให้มีการควบรวมกิจการของบริษัทโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ ซึ่งปัจจุบันเหลือผู้ให้บริการหลักเพียง 2 ราย ส่งผลให้คนไทยที่ใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่มากกว่า 133 ล้านเลขหมาย ตกอยู่ภายใต้ตลาดที่ไร้ทางเลือก แม้คำตัดสินของศาลปกครองจะยืนยันมติของ กสทช. ว่าถูกต้องตามขั้นตอน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า พ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้า ที่ผ่านมา กลับยังไม่ได้ครอบคลุมธุรกิจโทรคมนาคม หรือ
ด้านคมนาคม ระบบราง และโลจิสติกส์ พบว่าโครงการจากรัฐกระจุกตัวอยู่กับกลุ่มทุนใหญ่เพียงไม่กี่ราย โดยบริษัทที่ได้รับงานอันดับ 1 มีมูลค่ารวมสูงกว่า 337,396 ล้านบาทเศษ อันดับ 2 มีมูลค่ารวมกว่า 315,016 ล้านบาทเศษ และอันดับ 3 มีมูลค่ารวมกว่า 117,948 ล้านบาทเศษ การกระจุกตัวของทุนผูกขาดสัมปทานเอาสาธารณสมบัติของแผ่นดินไปจากประชาชนเมื่อครบกำหนดสัมปทานก็มักจะได้รับการขยายอายุสัญญาต่อออกไปอย่างไม่มีวันสิ้นสุด เป็นต้น
พันตำรวจเอก ทวี กล่าวด้วยว่า สิ่งที่เป็นกังวลและส่วนตัวไม่เห็นด้วยในร่างแก้ไขนี้ ได้ยกเลิกโทษจำคุกที่มีในโทษทางอาญาออกไป การควบคุมกลุ่มทุนใหญ่ที่มีอำนาจเหนือตลาดก็ทำได้ยากเย็นแสนเข็ญอยู่แล้ว ถือเป็น “อาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่ร้ายแรง” เพราะพวกเขามีทั้งเงิน มีทั้งอิทธิพล และมีนักกฎหมายมือดีคอยหาช่องว่าง แต่ร่างใหม่ให้เหลือเพียงโทษปรับทางแพ่งหรือมาตรการทางบริหาร ซึ่งสำหรับกลุ่มทุนระดับแสนล้าน การจ่ายค่าปรับ 1-10 ล้านบาทถือว่าต่ำมากเพื่อแลกกับการได้ผูกขาดตลาดและกอบโกยผลประโยชน์จากกระเป๋าประชาชนอย่างต่อเนื่อง ถือว่าไม่ได้สัดส่วนกับความผิดที่ทำไป ต้องคงโทษจำคุกเหมือนนานาประเทศที่มีโทษจำคุก
ขณะเดียวกัน ประเทศจำเป็นต้องมีผู้นำ ผู้บังคับใช้กฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมที่เข้มแข็ง กล้าบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอหน้า เท่าเทียม และกล้าตัดวงจรผลประโยชน์และอิทธิพลที่อยู่เหนือหลักนิติธรรม ซึ่งความยุติธรรมที่แท้จริงต้องรวมถึงการควบคุมไม่ให้รัฐทุจริตหรือใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรมเสียเองด้วย เพราะประเทศไทยต้องเหลือพื้นที่ให้ประชาชนตัวเล็กยังมีตลาด มีทุน มีโอกาสแข่งขัน และมีศักดิ์ศรีทางเศรษฐกิจอย่างเท่าเทียม