“ชัชชาติ” หารือ กระทรวงศึกษาธิการ ดัน Traffy Fondue นำร่องคุ้มครองความปลอดภัยในโรงเรียน กทม. ผ่านศูนย์ AOC หวังขยายผลทั่วประเทศ
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 18 พ.ค. 2569 ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมหารือแนวทางดำเนินโครงการนำร่อง (Sandbox) การใช้แอปพลิเคชัน Traffy Fondue เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ภายใต้ศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ หรือศูนย์ AOC
นายชัชชาติ กล่าวว่า การหารือครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 2 พร้อมขอบคุณกระทรวงศึกษาธิการที่ให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในระบบราชการ โดยเฉพาะการจัดตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ เพื่อดูแลนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา ซึ่ง Traffy Fondue ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยสร้างความโปร่งใส ความรวดเร็ว และลดขั้นตอนการทำงานของระบบราชการที่มีความซับซ้อน
...
ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในสถานศึกษา หากได้รับการแจ้งผ่านระบบโดยตรง จะช่วยให้สามารถแก้ไขปัญหาได้รวดเร็วขึ้น และช่วยลดปัญหาการปล่อยเรื่องค้างคา หรือ ปัญหาใต้พรม ในระบบราชการ พร้อมระบุว่า จุดเด่นของแพลตฟอร์มดังกล่าว คือการเปลี่ยนรูปแบบการทำงานจากระบบท่อ ที่ต้องผ่านลำดับขั้นจำนวนมาก ไปสู่ระบบดิจิทัลที่เปิดให้ทุกฝ่ายเข้าถึงปัญหาและร่วมกันแก้ไขได้ทันที
นายชัชชาติ กล่าวว่า การใช้เทคโนโลยีลักษณะนี้ไม่จำเป็นต้องแก้กฎหมาย แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีคิดและกระบวนการทำงานของภาครัฐ ให้หันมารับใช้ประชาชน นักเรียน และครูมากขึ้น ทำให้ระบบราชการมีประสิทธิภาพ และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้รวดเร็วกว่าเดิม
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงผลสำเร็จของการใช้ Traffy Fondue ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา นายชัชชาติ กล่าวว่า ถือเป็นหนึ่งในผลงานที่ภาคภูมิใจที่สุดของกรุงเทพมหานคร เพราะเกิดจากความร่วมมือของทุกฝ่าย โดยปัจจุบันมีประชาชนแจ้งปัญหาผ่านระบบแล้วกว่า 1.3 ล้านเรื่อง และสามารถแก้ไขได้แล้วมากกว่า 1 ล้านเรื่อง โดยไม่จำเป็นต้องใช้อำนาจสั่งการ แต่เกิดจากการแข่งขันกันทำงานเพื่อบริการประชาชน
นอกจากนี้ ยังสามารถลดระยะเวลาการแก้ไขปัญหาจากเดิมเฉลี่ย 2 เดือนต่อ 1 กรณี เหลือเพียงประมาณ 1.9 วันต่อ 1 เคส ส่งผลให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นต่อหน่วยงานภาครัฐมากขึ้น พร้อมย้ำว่า การที่ประชาชนแจ้งเรื่องเข้ามาจำนวนมาก ไม่ได้สะท้อนว่าหน่วยงานทำงานไม่มีประสิทธิภาพ แต่สะท้อนถึง “ความไว้วางใจ” ที่ประชาชนมีต่อระบบราชการ
นายชัชชาติ กล่าวอีกว่า หัวใจสำคัญของ Traffy Fondue คือ ความจริงจังในการแก้ปัญหาหากประชาชนแจ้งเรื่องแล้วหน่วยงานไม่ดำเนินการ ในที่สุดก็จะไม่มีใครแจ้งปัญหาเข้ามาอีก พร้อมระบุว่า กรุงเทพมหานครได้นำผลการตอบรับจากประชาชนมาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการประเมินผลการทำงานและการพิจารณาตำแหน่งของเจ้าหน้าที่ด้วย
ผู้ว่าฯ กทม. ยังกล่าวถึงแนวทางในอนาคตว่า หากระบบนี้ยังมีประสิทธิภาพ ก็ควรเดินหน้าต่อและขยายผลไปทั่วประเทศ เพราะถือเป็นรูปแบบการปฏิรูประบบราชการที่สามารถดำเนินการได้ทันที โดยไม่ต้องรอการแก้ไขกฎหมาย เพียงเปลี่ยนวิธีคิดของข้าราชการให้มุ่งบริการประชาชนมากขึ้น
นายชัชชาติ ยังกล่าวถึงภารกิจในวันสุดท้ายของการปฏิบัติหน้าที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ว่า ยังคงทำงานตามปกติ และพยายามสะสางงานที่ค้างอยู่ โดยมองว่าการที่กระทรวงศึกษาธิการเข้ามาร่วมพัฒนาระบบในครั้งนี้ เป็นโอกาสสำคัญ เพราะหากแนวทางของกรุงเทพมหานครสามารถขยายผลไปยังโรงเรียนสังกัด สพฐ. กว่า 20,000 แห่งทั่วประเทศได้ ก็จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อระบบการศึกษาไทย
เมื่อถูกถามว่าสามารถเคลียร์งานทั้งหมดได้หรือไม่ก่อนพ้นตำแหน่ง ในเวลา 17.00 น.วันนี้ หรือไม่ นายชัชชาติ กล่าวว่า งานของกรุงเทพมหานครไม่มีวันสิ้นสุด เพราะเมืองยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่เชื่อมั่นว่าข้าราชการประจำจะสามารถเดินหน้าทำงานต่อได้
สำหรับประเด็นด้านการศึกษา นายชัชชาติ ระบุว่า เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง โดยมองว่าหากประเทศไทยไม่สามารถแก้ไขปัญหาการศึกษาและสาธารณสุขได้ ก็จะไม่สามารถลดความเหลื่อมล้ำในสังคมได้ พร้อมเปรียบเทียบว่า การศึกษาไม่เหมือนการสร้างถนนที่เห็นผลทันที แต่เป็นการหว่านเมล็ดที่ต้องใช้เวลาและความอดทน
ทั้งนี้ ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครได้ผลักดันนโยบายด้านการศึกษาหลายด้าน ทั้งการพัฒนาห้องเรียนต้นแบบ การลดภาระครู การปรับหลักสูตร รวมถึงการเปิดโรงเรียนหลักสูตรนานาชาติแห่งแรกของกรุงเทพมหานคร ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้ในระยะยาว
ด้านนายอัครนันท์ กล่าวว่า ในระยะแรก กระทรวงศึกษาธิการจะเริ่มดำเนินโครงการ Sandbox ร่วมกับกรุงเทพมหานครก่อน จากนั้นจึงขยายผลไปยังพื้นที่ต่างจังหวัดทั่วประเทศ เนื่องจาก Traffy Fondue เป็นระบบที่ช่วยสร้างความโปร่งใส และกรุงเทพมหานครถือเป็นต้นแบบที่ประสบความสำเร็จมาแล้วอย่างชัดเจน
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของการนำระบบดังกล่าวมาใช้ คือการเปิดช่องทางให้เด็กนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา สามารถแจ้งเหตุความรุนแรง การละเมิด หรือปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างปลอดภัย โดยเฉพาะประเด็นที่มีความละเอียดอ่อน ซึ่งในอดีตหลายคนอาจไม่กล้าร้องเรียน หรือร้องเรียนแล้วไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง
นายอัครนันท์ ระบุว่า ปัจจุบันกระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของนักเรียนและครูมากขึ้น พร้อมเชื่อว่าเมื่อมีระบบที่ประชาชนเชื่อมั่น ก็จะทำให้กล้าแจ้งปัญหา และเกิดการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรมอย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าการขยายผลไปยังโรงเรียนกว่า 20,000 แห่งทั่วประเทศอาจต้องใช้เวลา แต่เชื่อว่าหากทุกฝ่ายร่วมมือกันและมีความจริงใจในการแก้ปัญหา ก็จะสามารถผลักดันให้เกิดขึ้นได้ในอนาคต
ขณะที่นายชัชชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า เทคโนโลยีดิจิทัลจะช่วยลดข้อจำกัดด้านพื้นที่ เพราะหากมีสัญญาณโทรศัพท์มือถือ เรื่องร้องเรียนก็สามารถส่งถึงหน่วยงานได้ทันที ไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ห่างไกลเพียงใด ทำให้การเข้าถึงระบบคุ้มครองสิทธิสามารถเกิดขึ้นได้อย่างเท่าเทียมทั่วประเทศ